คนละครึ่งพลัส 6 วัน ใช้จ่ายทะลุ 1.5 หมื่นล้าน รบ.ฮึ่มร้านค้า อย่าบวกส่วนต่าง แอบขึ้นราคา ระวังโดนโทษปรับ-จำคุก
โครงการ คนละครึ่งพลัส เริ่มให้ประชาชนให้สิทธิ สแกนจ่ายเงินผ่านแอพพลิเคชั่น เป๋าตัง มาตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม
ล่าสุด กระทรวงการคลัง เปิดเผยข้อมูลร้านค้าและการใช้สิทธิ คนละครึ่งพลัส ณ เวลา 23.00 น. วันที่ 4 พฤศจิกายน พบว่า ยอดใช้จ่ายทะลุ 1.5 หมื่นล้านบาทแล้ว
แบ่งเป็น เงินที่ประชาชนใช้จ่าย 7,968.09 ล้านบาท และเงินที่รัฐบาลร่วมจ่าย 7,773.96 ล้านบาท รวมเป็น 15,742.05 ล้านบาท
ขณะที่ร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้วรวมทั้งสิ้น 845,192 ราย

ด้าน นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ของกระทรวงพาณิชย์ ตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อไม่ให้ร้านค้าฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชนที่ใช้สิทธิจ่ายผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส พบว่ายังมีร้านค้าในโครงการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า ขายสินค้าสูงกว่าราคาเงินสด โดยเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการปรับเป็นพินัย เพื่อเป็นการตักเตือนไว้ก่อน หากพบฝ่าฝืนอีกจะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยกระทรวงพาณิชย์จะลงพื้นที่ตรวจสอบเข้มขึ้นกว่าเดิม
ทั้งนี้ จากการสอบร้านค้าพบว่าร้านค้ายังมีความกังวล เข้าใจผิดเกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้าในโครงการคนละครึ่ง โดยได้รับข้อมูล รวมถึงคำแนะนำที่ผิดๆ จากปากต่อปาก ให้บวกส่วนต่างไว้ เพื่อเตรียมไว้จ่ายภาษีที่อาจจะสูงเหมือนโครงการครั้งก่อนที่ร้านค้าและผู้ประกอบการประสบมา
“ขอยืนยันว่าข้อมูลของร้านค้าที่ใช้ในโครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ จะถือเป็นข้อมูลลับ ไม่มีการเปิดเผยให้บุคคลภายนอก และที่สำคัญไม่มีการส่งต่อข้อมูลต่างๆ รวมถึงข้อมูลรายได้ให้กับกรมสรรพากร ขอให้พ่อค้าแม่ค้าสบายใจ อย่าได้เป็นกังวล และอย่าเชื่อคำพูดปากต่อปากที่ไม่เป็นความจริง” นายสิริพงศ์กล่าว
นายสิริพงศ์กล่าวย้ำเตือนร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสว่า การกระทำดังข้างต้น เป็นการฝ่าฝืนประกาศ กกร.ฉบับที่ 68 พ.ศ.2568 ข้อ 3 และ 11 อันเป็นความผิดตามมาตรา 28 และโทษตาม มาตรา 40 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ 2542 ร้านค้าที่ฝ่าฝืนอาจถูกดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 หากไม่ปิดป้ายราคา มีโทษปรับสูงสุด 10,000 บาท และหากขายเกินราคาหรือเอาเปรียบผู้บริโภค มีโทษปรับสูงสุด 140,000 บาท หรือจำคุกถึง 7 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ

