หน้าแรก เศรษฐกิจ ไทยเผชิญวิกฤต...

ไทยเผชิญวิกฤตบ้านว่าง 1.64 ล้านหลัง พิษเก็งกำไร ศก.ซบ ผ่อนไม่ไหว แนะรัฐซื้อปล่อยเช่าผู้มีรายได้น้อย

5.11.25 | 23:14 น.

ไทยเผชิญวิกฤตบ้านว่าง 1.64 ล้านหลัง พิษเก็งกำไร ศก.ซบ ผ่อนไม่ไหว แนะรัฐซื้อปล่อยเช่าผู้มีรายได้น้อย

นายโสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด(AREA) เปิดเผยว่า ผลสำรวจบ้านว่างเป็นบ้านแนวราบและห้องชุดสำหรับการซื้อขายที่สร้างเสร็จแล้ว แต่ไม่มีผู้เข้าอยู่อาศัย หรือมีผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 15 หน่วยต่อเดือน ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ ตึกแถว และห้องชุดที่เป็นที่อยู่อาศัยที่มีไว้เพื่อการซื้อขาย ไม่รวมอะพาร์ตเมนต์ หอพักหรือที่อยู่อาศัยเพื่อการให้เช่าในปี 2568 ทั่วประเทศ มีจำนวน 1,644,419 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 3,453,280 ล้านบาท ในจำนวนนี้พบว่าอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลประมาณ 734,893 หน่วย โดยเกือบทั้งหมดอยู่ในการครอบครองของผู้ที่ซื้อไปแล้ว

ซึ่งบ้านว่างเป็นเครื่องชี้ถึงภาวะตลาดที่อยู่อาศัยที่ชัดเจนที่สุด ถ้ามีบ้านว่างเหลืออยู่มากสะท้อนปัญหาขาดแคลนที่อยู่อาศัยคงมีไม่มากนัก แต่แสดงให้เห็นถึงปัญหาการเก็งกำไรจนเกินควร และยังสะท้อนตลาดที่อยู่อาศัยมีปัญหาจนทำให้บ้านที่จะสร้างขึ้นใหม่ขายได้ยาก หากผู้ประกอบการพัฒนาที่ดินมีปัญหาในการขาย อาจส่งผลกระทบถึงความมั่นคงของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อและมีความสำคัญต่อการวางแผนทั้งภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการวางนโยบายและแผนต่อการพัฒนาเมืองและที่อยู่อาศัย

“การโหมสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ตลอดเวลา ยิ่งเพิ่มบ้านว่างมากขึ้น ราชการควรหาทางช่วยระบายที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะมือสอง เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ โดยหนึ่งแนวทางการแก้ปัญหาคือ เก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบ้านว่าง กระตุ้นให้มีการใช้สอย โดยเจ้าของอาจจะขายหรือให้เช่าในราคาถูกลงกว่าเดิม ช่วยให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยง่ายขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย”นายโสภณกล่าว

นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์(REIC) ควรจัดหมวดที่อยู่อาศัย แล้วรวบรวมข้อมูล บ้านว่าง บ้านรอขาย และบ้านที่อยู่ในมือสถาบันการเงิน ไว้ในระบบเดียวกัน เพื่อจะช่วยให้ภาครัฐและเอกชนสามารถวางแผนได้ตรงจุดมากขึ้น รวมถึงควรใช้กลไกทางภาษีและแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ เพื่อกระตุ้นให้เจ้าของบ้านว่างนำบ้านกลับมาใช้ประโยชน์ เช่น ปล่อยเช่าหรือขายในราคาที่เหมาะสม พร้อมทั้งให้สิทธิประโยชน์สำหรับผู้ที่ปรับปรุงบ้านเก่าเพื่อนำกลับเข้าสู่ตลาดที่อยู่อาศัย ซึ่งบ้านว่างจำนวนมาก สามารถปรับมาใช้เป็นที่อยู่อาศัยให้กับประชาชนกลุ่มรายได้ปานกลางถึงน้อยได้ โดยอาจจะตั้งโครงการบ้านว่างเพื่อสังคม เพื่อเปลี่ยนบ้านว่างให้เป็นบ้านเช่าราคาย่อมเยาหรือใช้ในโครงการสวัสดิการที่อยู่อาศัยข้าราชการ

Advertisement

“ภาครัฐน่าจะมีการพิจารณาปรับปรุงกฎหมายและขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถโอนหรือบริหารบ้านร้าง บ้านธนาคาร หรือทรัพย์สินรอการขายได้อย่างคล่องตัวขึ้น และตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อผลักดันการใช้ประโยชน์จากบ้านว่างอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งการแก้ปัญหาบ้านว่างเป็นทั้งการหมุนเวียนใช้ประโยชน์ทรัพย์สิน และการเพิ่มโอกาสช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้อีกด้วย”นายสุนทรกล่าว

นายวสันต์ คงจันทร์ นายกสมาคมการขายและการตลาดอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า การที่ประเทศไทยมีบ้านว่างกว่า 1.6 ล้านหลังทั่วประเทศ เกิดจากผ่อนไม่ไหว บ้านถูกยึด ไม่มีคนอยู่อาศัย นักลงทุนซื้อคอนโดหลายห้องแล้วปล่อยเช่าไม่ได้ และมีอสังหาฯบางประเภทที่หมดประโยชน์ใช้สอย เช่น ตึกแถวที่ถูกดิสรัปต์และขายไม่ออกแม้ลดราคา 50% ซึ่งสถานการณ์บ้านว่างของไทยจะคล้ายกับประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเมืองผู้สูงอายุ เมืองที่เศรษฐกิจไม่ค่อยโตมาก ทำให้มีบ้านว่างมากขึ้นเรื่อยๆ

“วิธีแก้ไขปัญหาทางรัฐบาลต้องมีแพลตฟอร์มกลาง สำหรับการซื้อ การขาย และการเช่า ในราคาไม่แพง เพื่อให้คนอยากจะมีที่อยู่อาศัย ทั้งบ้านมือสองและบ้านใหม่ พร้อมเปิดให้คนไทยและต่างชาติที่สนใจเช่าระยะยาวได้มากกว่า 30 ปี เช่น 50-60 ปี เพื่อให้แข่งขันกับประเทศรอบบ้านได้ และยังแก้ปัญหานอมินีต่างชาติได้ นอกจากนี้รัฐบาลสามารถไปซื้อที่อยู่อาศัยจากเอกชนในราคาที่สมเหตุสมผล เพื่อทำที่อยู่อาศัยให้ผู้มีรายได้น้อย แทนที่จะสร้างใหม่”นายวสันต์กล่าว