เอกนิติ ตั้ง ดาต้าบูโร ศูนย์กลางข้อมูลการเงิน เผย นายกรัฐมนตรีไฟเขียวให้จัดการเงินเทาเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะพบผู้เกี่ยวข้องในตำแหน่งใด ไม่ช่วยเหลือ-ปกป้อง
ดาต้าบูโร – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หนึ่งในจุดแข็งของประเทศไทยคือ เสถียรภาพทางการเงินและค่าเงินบาทที่มั่นคง ซึ่งทำให้ต่างชาติให้ความเชื่อมั่น แต่ขณะเดียวกันก็กลายเป็นเป้าหมายของกลุ่มอาชญากรทางการเงิน ที่อาศัยช่องโหว่ของระบบและพรมแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในการลักลอบฟอกเงินและทำธุรกรรมผิดกฎหมาย
ทั้งนี้ เพื่อรับมือปัญหานี้ นายอนุทิน ชาญชีวกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงได้ตั้งคณะกรรมการ ภายใต้คณะกรรมการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีเป้าหมายอุดช่องโหว่เชิงระบบ พร้อมกำชับว่าหากพบความผิดเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน ให้ดำเนินการได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลหรือเกรงใจผู้ใด
นายเอกนิติ กล่าวว่า ปัญหาหลักที่ผ่านมาคือ ข้อมูลทางการเงินของแต่ละหน่วยงานอยู่แบบเดี่ยวๆ ไม่สามารถแลกเปลี่ยนกันได้ครบถ้วน ทำให้ผู้กระทำผิดอาศัยช่องว่างระหว่างกฎหมายและระบบตรวจสอบหลบหนีได้ เวลาจะตามจับคนร้าย ต้องไปหลายหน่วย ทั้งตำรวจ DSI ปปง. ธปท. แต่กฎหมายแต่ละหน่วยไม่เชื่อมกัน มันเลยมีช่องโหว่ โดยคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัย ได้เริ่มประชุมแล้ว และมีความคืบหน้าเป็นรูปธรรม 3 ด้าน
1. ได้เห็นตัวช้างของระบบ ทุกหน่วยงานเข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล เปิดเผยจุดอ่อนของตัวเอง ทำให้เข้าใจภาพรวมของระบบการเงินไทยทั้งระบบ
2. จัดตั้ง ดาต้าบูโร (Data Bureau) ศูนย์กลางข้อมูลทางการเงิน เพื่อเชื่อมโยงและรวบรวมข้อมูลจากทุกหน่วยงานไว้ในที่เดียว ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดตามธุรกรรมต้องสงสัยและสนับสนุนการสืบสวนคดี
3. ผลักดันกฎหมายใหม่เพื่อยกระดับมาตรฐานไทยสู่สากล โดยเฉพาะด้านการติดตามธุรกรรมคริปโท การซื้อขายทองคำ รถหรู หรือทรัพย์สินมีค่าที่อาจใช้ฟอกเงิน ซึ่งต้องมีกฎเกณฑ์ “ระบุตัวตนทางการเงิน” ที่ชัดเจน
“ตอนนี้เราเริ่มเห็นภาพมากขึ้น 80-90% รู้แล้วว่าช่องทางไหนคือประตูโหว่ของบ้านเรา และจะต้องปิดให้ได้ทั้งหมด ไม่ใช่แค่จับโจรเป็นราย ๆ แต่ต้องแก้ที่ระบบให้เห็นทั้งตัวช้าง โดยภายใน 4 เดือน และจะมีการประชุมติดตามความคืบหน้าอีกครั้งภายใน 1-2 สัปดาห์ โดยคาดว่าจะสรุปผลดำเนินงานชัดเจนภายในเดือนธ.ค.68 โดยชุดเชื่อมโยงทางการเงินจะเร่งดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรม โดยจะเริ่มทดลองใช้ Data Bureau กับคดีจริงร่วมกับหน่วยงานปราบปรามทันที รัฐบาลจะไม่ช่วยเหลือหรือปกป้องใคร ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด” นายเอกนิติกล่าว
สำหรับ ระบบ ดาต้าบูโร (Data Bureau) ที่สามารถติดตามและตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทั้ง
- สกุลเงินดิจิทัล (คริปโตเคอร์เรนซี/สินทรัพย์ดิจิทัล) ทั้งส่วนที่อยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และส่วนที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแล เช่น Private Wallet หรือแพลตฟอร์มต่างประเทศ
- Money Changer หรือตลาดเงินสด การรับแลกเปลี่ยนเงินสด
- ตลาดการซื้อขายทองคำ ทั้งทองคำแบบกายภาพ และตลาดทองคำแบบกระดาษ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลโดยตรงในเรื่อง KYC
โดยมีแนวทางสำคัญในการทำงานของ ดาต้าบูโร ประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่
1.พิสูจน์ตัวตน ตรวจสอบว่าเป็นบุคคลหรือนิติบุคคลตัวจริงหรือไม่ ใช่นอมินีหรือเปล่า รวมถึงตรวจสอบเจ้าของผลประโยชน์ที่แท้จริง เพื่อป้องกันการใช้บัญชีหรือธุรกรรมปลอม
2.วิเคราะห์พฤติกรรมทางการเงินที่น่าสงสัย โดยจะตรวจสอบความผิดปกติของการทำธุรกรรม เช่น กรณีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในไทย แต่มีเงินไหลเข้าออกเยอะ หรือแจ้งเป็นนักธุรกิจเข้ามาทำธุรกิจโรงแรม แต่มีเงินไหลเข้า-ออกผิดปกติ
3. ติดตามเส้นทางการเงิน การไหลเข้า-ออกของเงิน ซึ่งจะตรวจสอบธุรกรรมผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งที่อยู่ภายใต้การกำกับของหน่วยงานรัฐและช่องทางที่อยู่นอกการกำกับ เช่น ผ่าน Exchange หรือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
“การดำเนินงานของคณะอนุฯ ไม่ได้เจาะจงเฉพาะรายเคส แต่จะเป็นการแก้ปัญหาเชิงระบบ เพื่อให้สามารถตรวจสอบพฤติกรรมทางการเงินที่ต้องสงสัยได้อย่างครอบคลุมและเชื่อมโยงกัน หากพบช่องว่างกฎหมาย คณะอนุกรรมการจะร่วมพิจารณาแนวทางแก้ไขกฎหมายให้ครอบคลุมธุรกรรมที่ตกหล่น” นายเอกนิติกล่าว
สำหรับมาตรฐานการทำงาน คณะอนุกรรมการอ้างอิงหลักเกณฑ์สากลของ Financial Action Task Force (FATF) หรือมาตรฐานป้องกันการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายระดับโลก เพื่อให้ระบบตรวจสอบของไทยเป็นไปตามมาตรฐานสากล
ทั้งนี้ นายเอกนิติ ระบุว่า ภายในเดือน ธ.ค. 68 จะตั้งเป้าหมายจัดทำรูปแบบการทำงานของดาต้าบูโรเสร็จสมบูรณ์ พร้อมเปิดใช้งานระบบเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถกำกับดูแลธุรกรรมทางการเงินที่ต้องสงสัยได้อย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ โดยคณะทำงาน Data Bureau ซึ่งมีนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ร่วมกับสมาคมธนาคารไทย จะเร่งไปหารือในรายละเอียดทั้งหมด และกลับมารายงานภายใน 2 สัปดาห์
นอกจากนี้ การประชุมยังมีการหารือถึงกรณีตัวอย่างจริง (Case Study) ที่จะนำมาทดลองใช้ระบบดาต้าบูโร เพื่อตรวจสอบตัวตน, พฤติกรรม และการไหลเข้า-ออกของเงิน พร้อมประเมินว่ากฎหมายปัจจุบันสามารถรองรับการตรวจสอบได้หรือไม่ และหากไม่ครอบคลุม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพิจารณาปรับปรุงกฎหมายให้เอื้อต่อการตรวจสอบ
“การเชื่อมโยงข้อมูลครั้งนี้จะช่วยลดความซ้ำซ้อนในการตรวจสอบของแต่ละหน่วยงาน ทำให้ข้อมูลทางการเงินสามารถแลกเปลี่ยนและตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลธุรกรรมทางการเงินของประเทศไทยให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยวางเป้าหมายสิ้นเดือน พ.ย.นี้ จะได้เห็นรูปแบบดาต้าบูโร และภายใน ธ.ค. 68” นายเอกนิติกล่าว
สำหรับคณะทำงานชุดนี้ ประกอบด้วย อาทิ กระทรวงการคลัง, กระทรวงพาณิชย์ (โดยเฉพาะกรมพัฒนาธุรกิจการค้า), กระทรวงยุติธรรม, ปปง., กรมศุลกากร, กรมสรรพากร, DSI, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รวมถึงผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง), ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), ก.ล.ต. ร่วมกับสมาคมธนาคารไทย, สมาคมการเงินของรัฐ และผู้เชี่ยวชาญ โดยมี ผอ.สศค. เป็นฝ่ายเลขานุการ

