ศุภจี เผยวิธีการทำงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ย้ำยึด 7 นโยบาย ‘ลดภาระ-เพิ่มโอกาส’
เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในงาน Policy Talk ครั้งที่ 2 หัวข้อ “นโยบายด้านการค้าและการพาณิชย์ของรัฐบาล” จัดโดย หลักสูตรรัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานโยบายสาธารณะ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ด้านนโยบายสาธารณะระหว่างผู้กำหนดนโยบายและภาควิชาการ โดยนางศุภจีได้ตอบคำถามจากผู้เข้าร่วมรับฟังการบรรยายและนักศึกษาของหลักสูตร ในประเด็นเชิงลึกต่างๆ เช่น เรื่องภาษีสหรัฐ การออกนโยบาย วิธีการทำงาน
นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจหลากหลาย ทั้งดูแลการค้าภายในประเทศ การค้าระหว่างประเทศ และราคาสินค้าเกษตร การบริหารจึงต้องยึดบนหลักของเสถียรภาพและความเป็นธรรม ให้ทุกภาคส่วนสามารถอยู่ร่วมกันได้ภายใต้สมดุลทางเศรษฐกิจ
“หากสินค้าราคาแพง ผู้บริโภคไม่พอใจ แต่หากราคาถูก ผู้ผลิตก็เดือดร้อน เราจึงต้องหาจุดที่ทุกฝ่ายอยู่ได้อย่างเป็นธรรม ดังนั้นผู้กำหนดนโยบายต้องมีบุคลิกที่มีใจเปิดกว้าง มีความเชี่ยวชาญที่หลากหลาย ขวนขวายในความรู้และเรียนรู้ข้อมูลใหม่ๆ เพื่อทำความเข้าใจ และเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้น ขณะเดียวกันทีมงานก็มีความสำคัญต่อความสำเร็จของผู้นำ เพราะเราไม่รู้ทั้งหมด 100% แต่แค่ต้องทำเต็ม 100 ในสิ่งที่รู้ และ focus & prioritize สิ่งที่สำคัญและมีผลสัมฤทธิ์เป็นวงกว้าง”
นางศุภจี กล่าวถึงแนวทางบริหารในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วว่า การกำหนดนโยบายต้องตั้งอยู่บนฐานข้อมูล ความเข้าใจทั้งจากภาครัฐ เอกชน และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน เพื่อให้นโยบายมีความสมดุลและสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ โดยกระทรวงพาณิชย์ กำหนด 7 นโยบาย Quick Big Win ภายใต้กรอบ 5 เสาหลักของคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ได้แก่ 1.เจรจาข้อตกลงภาษีซ้อนกับสหรัฐฯ (Agreement of Reciprocal Tax : ART) 2.การค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ช่วยเหลือผู้ประกอบการ 7 จังหวัดชายแดน 3.เร่งขยายตลาดใหม่และผลักดัน FTA 4.ดูแลค่าครองชีพประชาชน 5.รักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร 6.เสริมความแข็งแกร่งผู้ประกอบการ SMEs และเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย 7.ปรับปรุงกฎระเบียบและนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ
นางศุภจี กล่าวต่อว่า ได้เร่งผลักดันให้กระทรวงพาณิชย์ เป็นหน่วยงานที่เข้าถึงประชาชนอย่างไร้รอยต่อ (Seamless Ministry) โดยนำเทคโนโลยี AI มาช่วยตอบคำถามและลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะคำถามส่วนใหญ่จากประชาชนจะมาจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า 80% เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถทุ่มเทเวลากับงานเชิงนโยบายที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น สำหรับด้านการดูแลราคาสินค้าและค่าครองชีพ กระทรวงมีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรในระยะสั้น ผ่านโครงการธงเขียว ลดค่าปุ๋ย ค่ายาปราบศัตรูพืช และโครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวไร่ละ 1,000 ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ รวมทั้งแนวทางแก้ไขปัญหามันสำปะหลังที่ประสบโรคระบาด โดยเน้นแก้ไขตรงจุด และการวางโครงสร้างการผลิตใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด (Demand-driven) เช่น การส่งเสริมโซนนิ่งเกษตร และการพัฒนาโรงสีชุมชน เพื่อเพิ่มมูลค่าการผลิตและสร้างรายได้ที่ยั่งยืน
นางศุภจี กล่าวอีกว่า ในส่วนของการค้าชายแดน กระทรวงจัดมหกรรมธงฟ้าชายแดนนำสินค้าจาก 7 จังหวัดชายแดนไปจำหน่ายในจังหวัดเศรษฐกิจสำคัญ และร่วมมือกับไปรษณีย์ไทยช่วยกระจายสินค้าชายแดน และหาตลาดใหม่ อีกทั้งดำเนินโครงการสุขกาย สบายกระเป๋า ร่วมกับโรงพยาบาลเอกชนกว่า 300 แห่ง และร้านขายยากว่า 3,400 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนมีตัวเลือกสามารถซื้อยานอกโรงพยาบาล ทำให้มีค่าใช้จ่ายลดลง ส่วนนี้าคาดช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายประชาชนได้กว่า 32,000 ล้านบาทต่อปี สำหรับด้านการส่งเสริม SMEs และแฟรนไชส์ กระทรวงร่วมมือกับดีป้า (สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล) และกระทรวงอุตสาหกรรม สนับสนุนการพัฒนาทักษะด้านธุรกิจให้แก่ SMEs ทั้งการบริหารต้นทุน สินค้าคงคลัง รวมถึงการใช้เทคโนโลยี ขณะที่การผลักดันแฟรนไชส์ถือเป็นอีกหนึ่งนโยบายที่สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เร็วจากความพร้อมของการมี Branding ที่ดี โดยกระทรวงฯร่วมมือกับ SME D Bank เพื่อสนับสนุนแหล่งทุนทั้ง franchisor และ franchisee อีกทั้งกระทรวงยังสนับสนุนการส่งออกของแฟรนไชส์ ปัจจุบันมีการส่งออกแฟรนไชส์ไทยไปแล้วกว่า 30 ประเทศ ของ 48 แบรนด์
นางศุภจี กล่าวเสริมว่า นอกจากนี้ กระทรวงยังให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่ออนาคต โดยด้านการค้ากับต่างประเทศในยุคที่ภูมิทัศน์โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ไทยควรมีจุดยืนในการเป็นพันธมิตรและมีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศมหาอำนาจที่เป็นคู่ค้าสำคัญอย่างสมดุลและยืดหยุ่นภายใต้ Multipolar World เพื่อรักษาพื้นที่ของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลกและสร้างการค้าที่ยืดหยุ่น พร้อมใช้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้งของไทยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการค้าระดับภูมิภาค (Regional Integration) โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งไทยได้มีบทบาทสำคัญในระดับเวทีอาเซียนในฐานะประธานการเจรจากรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลข้ามพรมแดนของอาเซียน หรือ DEFA ซึ่งคาดว่าจะช่วยผลักดันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจอาเซียนให้เติบโตได้มากขึ้นรวมถึงการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ว่าเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับการค้าสินค้าเกษตรของไทย ล่าสุด ไทยได้ลงนามข้อตกลงขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) กับสิงคโปร์ 100,000 ตัน ถือเป็นครั้งแรกระหว่างกระทรวงพาณิชย์ของทั้งสองประเทศ นี่คือการยกระดับการวางบทบาทและตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ของไทยจากเป็นเพียงแค่ประเทศผู้ขายสินค้าเกษตรสู่ผู้สร้างความมั่นคงทางอาหารให้ภูมิภาคและโลก
“การเป็นผู้บริหารไม่ว่าจะในองค์กรเอกชนหรือหน่วยงานรัฐ แม้ว่าจะมีความแตกต่างของบทบาทหน้าที่ แต่ยังคงมีหลักการทำงานที่เหมือนกัน คือ การเป็นคนที่ต้องเปิดกว้าง ทำความเข้าใจในบริบทของแต่ละที่ที่เข้าไป เคารพบุคลากรที่อยู่ในองค์กรนั้นๆ และหาโอกาสจากความแตกต่างของตัวเราที่จะสามารถช่วยเสริมสร้างการทำงาน และพัฒนาองค์กรให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้” นางศุภจี กล่าว


