นวัตกรรมจะเติบโตได้ดี ในระบบนิเวศแบบไหน? บทเรียนจากโลกสู่ไทย

11.11.25 | 11:06 น.

คำว่า “นวัตกรรม” มักถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว นวัตกรรมคือผลลัพธ์ของ “ระบบนิเวศ” ที่เอื้อต่อการทดลองและการเติบโตของสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือกฎหมาย ดังนั้น คำถามสำคัญในวันนี้อาจไม่ใช่แค่ว่า “จะสร้างนวัตกรรมอย่างไร” แต่คือ “จะสร้างระบบนิเวศแบบไหนให้นวัตกรรมเติบโตได้ดีที่สุด”

สมดุลระหว่าง ‘การคุ้มครอง’ และ ‘การเปิดพื้นที่’
ในยุคที่เทคโนโลยีหมุนเร็วเกินกว่ากฎหมายจะตามทัน การออกแบบ “การกำกับดูแล” จึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะหากเข้มเกินไปกฎระเบียบที่ตั้งใจดีอาจกลายเป็นอุปสรรคโดยไม่รู้ตัว นวัตกรรมอาจชะงัก แต่หากผ่อนเกินไป ก็อาจสร้างความเสี่ยงต่อผู้บริโภคและสังคมโดยรวม สิ่งที่หลายประเทศกำลังพยายามหาคือ “สมดุล” ระหว่างการคุ้มครองผลประโยชน์สาธารณะ กับการเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการทดลองสิ่งใหม่ได้จริง

สิงคโปร์ : กำกับอย่างยืดหยุ่น
เปิดทางให้นวัตกรรมเติบโต
สิงคโปร์มักถูกยกเป็นตัวอย่างของประเทศที่ “ใช้กฎเปิดทางให้เติบโต” เช่น รัฐบาลใช้แนวทาง ด้าน AI Regulation โดยเน้นความร่วมมือมากกว่าการบังคับ เช่น Model AI Governance Framework
ที่เปิดให้ภาคธุรกิจนำหลักจริยธรรมไปปรับใช้ด้วยความสมัครใจ นอกจากนี้ รัฐบาลยังลงทุนอย่างต่อเนื่องในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ พร้อมโครงสร้างระบบเศรษฐกิจที่เปิด สิงคโปร์จึงเป็นตัวอย่างของประเทศเล็กแต่คล่องตัว สามารถสร้างความได้เปรียบเชิงนวัตกรรมได้ เพราะมีกฎที่ยืดหยุ่นและพร้อมเรียนรู้จากโลกจริง

ยุโรป : ผู้นำด้านกฎระเบียบ
แต่ยังต้องเร่งเครื่องนวัตกรรม
ยุโรปเป็นภูมิภาคที่โดดเด่นด้านการกำกับดูแลเศรษฐกิจดิจิทัล ตั้งแต่กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (GDPR) ไปจนถึง Digital Markets Act ซึ่งถูกมองว่าเป็นมาตรฐานระดับโลก อย่างไรก็ดีงานวิจัย (Pacheco & Velez, 2025) พบว่า จำนวน Startup ที่เติบโตระดับ Unicorn ในยุโรปยังมีไม่มากนัก ราว 60 ราย เมื่อเทียบกับกว่า 660 รายในสหรัฐ และกว่า 300 รายในจีน ทั้งที่ยุโรปมีมหาวิทยาลัยและนักวิจัยชั้นนำจำนวนมาก ปัจจัยหนึ่งที่อาจอธิบายช่องว่างนี้ได้คือ “Commercialization Gap” หรือช่องว่างระหว่างการวิจัยและการนำผลงานไปใช้เชิงพาณิชย์ รวมถึงความซับซ้อนของกฎระเบียบที่อาจทำให้บริษัทขนาดเล็กขยายธุรกิจได้ยากกว่าในภูมิภาคอื่น งานวิจัยนี้ไม่ได้ชี้ว่ากฎระเบียบเข้มงวดเป็นสิ่งไม่ดี แต่สะท้อนถึงความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างมาตรฐานกับความยืดหยุ่นเพื่อให้นวัตกรรมเกิดขึ้นได้จริง

Advertisement

สหรัฐและจีน : เส้นทางต่าง แต่เป้าหมายเดียวกัน
สหรัฐมักถูกมองว่าเป็นตัวอย่างของประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยพลังของตลาดเสรี ซึ่งเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญในการริเริ่มและทดลองเทคโนโลยีใหม่ๆ รัฐบาลทำหน้าที่กำหนดกรอบกว้าง แนวทางเช่นนี้ช่วยสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุนจากภาคเอกชน การระดมทุนจากตลาดทุน และการเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยชั้นนำส่งผลให้สหรัฐเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของบริษัทเทคโนโลยีและสตาร์ตอัพระดับโลก ในอีกด้านหนึ่ง จีนเลือกแนวทาง “รัฐนำ-เอกชนขับเคลื่อน” โดยอาศัยยุทธศาสตร์ระดับชาติที่ชัดเจน และการลงทุนอย่างต่อเนื่องในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ตลอดจนการสนับสนุนเงินทุนเพื่อส่งเสริมให้บริษัทเทคโนโลยีภายในประเทศเติบโตอย่างรวดเร็วแม้ทั้งสองประเทศจะมีแนวทางต่างกัน แต่ต่างก็แสดงให้เห็นว่าการกำหนดบทบาทของรัฐอย่างเหมาะสมสามารถช่วยสร้างเงื่อนไขให้ระบบนิเวศของนวัตกรรมเติบโตได้ในแบบของตน

ทำไมจึงควรระมัดระวังการ “กำกับมากเกินไป”
หลายประเทศกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการกำหนดกติกาใหม่สำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล จุดประสงค์หลักคือเพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมและคุ้มครองผู้บริโภค แต่ในขณะเดียวกัน กฎระเบียบที่เข้มงวดเกินไปโดยไม่เปิดพื้นที่ให้ทดลองและเรียนรู้ ก็อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของนวัตกรรมได้เช่นกัน เมื่อการกำกับดูแลถูกออกแบบโดยเน้น “ควบคุมความเสี่ยง” มากกว่า “ส่งเสริมศักยภาพ” ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอาจทำให้ผู้ประกอบการ ต้องเผชิญต้นทุนสูงขึ้น ขาดแรงจูงใจในการพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ หรือไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาดที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และต้องการเพิ่มศักยภาพด้านนวัตกรรม

ทางออกใหม่ : จาก ‘การควบคุม’
สู่ ‘การร่วมสร้าง’
ในทางกลับกัน แนวทางที่ค่อยเป็นค่อยไปและยืดหยุ่นมากขึ้น เปิดโอกาสให้ทดลองและปรับปรุงกฎจากข้อมูลจริง พร้อมทั้งสร้าง “พื้นที่เรียนรู้ร่วมกัน” ระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาควิชาการ จะช่วยให้การกำกับดูแลสะท้อนสภาพเศรษฐกิจดิจิทัลได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากกว่า การเปลี่ยนบทบาทของภาครัฐจาก “ผู้กำกับดูแล” มาเป็น “ผู้ร่วมสร้างระบบนิเวศ” เป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการและแรงงาน ตัวอย่างเช่น การสนับสนุนการพัฒนาทักษะดิจิทัล การประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ หรือการสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและนวัตกรรมใหม่

แนวทางเช่นนี้จะช่วยให้การเติบโตทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง เป็นการสร้างระบบนิเวศที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วม เรียนรู้ และเติบโตไปด้วยกันได้อย่างแท้จริง