ส.ธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย แย้งข้อห้ามขายช่วงบ่าย ชี้สวนทางปลุกท่องเที่ยว เสนอแก้ปัญหาเยาวชน-เมาแล้วขับ ตรงจุดกว่า
เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน สมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย (TABBA) ออกเอกสารแจ้งข้อมูลจากปัญหาบังคับใช้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 ว่า จากกรณีขณะที่รัฐบาลกำลังเร่งผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ สมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย (TABBA) เรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนข้อกำหนดในการห้ามขายและห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00-17.00 น. ภายใต้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2568
แม้กฎหมายใหม่จะมีข้อดีในการยกระดับการป้องกันเยาวชนและการเมาแล้วขับ ซึ่งภาคธุรกิจพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่ข้อกำหนดในเรื่องการคงข้อห้ามขายในช่วง 14.00-17.00 น.ไว้ และยังเพิ่มมาตรา 32 (ใหม่) ที่ระบุ “ห้ามบริโภค” ในสถานที่ขายในช่วงเวลาห้ามขายดังกล่าวด้วย อาจสร้างความท้าทายต่อนโยบายกระตุ้นการใช้จ่ายและส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล โดยเฉพาะการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ
ทั้งนี้ การห้ามขายช่วง 14.00-17.00 น. เป็นมาตรการที่บังคับใช้มานานกว่า 50 ปี (ตั้งแต่ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 253 ในปี 2515) โดยที่ผ่านมายังไม่มีการประเมินผลกระทบอย่างจริงจัง จนกระทั่งรายงานการศึกษาเชิงลึกโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ชี้ชัดว่ามาตรการนี้ไม่บรรลุเป้าหมายด้านสาธารณสุข และอาจสร้างความท้าทายทางเศรษฐกิจ
รายงานของ TDRI ซึ่งสำรวจผู้บริโภค 1,370 ราย และผู้ประกอบการ 283 ราย สรุปอย่างชัดเจนว่า “การจำกัดเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วง 14.01-17.00 น. อาจไม่ได้ผลในการลดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามที่กฎหมายตั้งใจไว้”
การบริโภคไม่ลดลง : ปริมาณการบริโภคต่อหัวประชากรยังคงที่ แม้บังคับใช้กฎหมายนี้มานาน
การดื่มหนักยังคงเดิม : ปริมาณการบริโภคต่อผู้ดื่มกลับมาอยู่ที่ 26 ลิตรต่อปี ซึ่ง TDRI ระบุว่า “สูงมากผิดปกติ” (5.4 แก้วมาตรฐานต่อวัน)
มีการละเมิดสูง : ผู้บริโภค 22% ยืนยันว่ายังสามารถหาซื้อเครื่องดื่มในช่วงเวลาห้ามขายได้ และผู้ประกอบการถึง 39% รายงานว่าพบเห็นการจำหน่ายในช่วงเวลาดังกล่าวในพื้นที่ใกล้เคียง การที่ พ.ร.บ.2568 ใหม่ เพิ่มการ “ห้ามดื่ม” เข้ามา อาจสร้างความท้าทายเพิ่มเติมต่อผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมาย โดยข้อมูล TDRI ชี้ว่าการห้ามช่วงบ่ายเป็นเพียงการผลักดันการซื้อขายไปสู่ช่องทางนอกระบบ ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษี และผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายเสียโอกาสทางธุรกิจ
อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และธุรกิจต่อเนื่อง (ร้านอาหาร โรงแรม การท่องเที่ยว) ถือเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดย TDRI ระบุว่ามีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึงเกือบ 6 แสนล้านบาทต่อปี และเชื่อมโยงกับสถานประกอบการกว่า 312,000 แห่งทั่วประเทศ
นายฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ รองประธานสมาคมค้าปลีกไทย (TRA) ให้ความเห็นว่า การปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันจะช่วยสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการทุกขนาด จากข้อมูล TDRI ที่ชี้ว่ามีการละเมิดสูงอยู่แล้ว การปลดล็อกจะช่วยดึงกิจกรรมเศรษฐกิจกลับเข้าระบบ และช่วยให้หน่วยงานรัฐมุ่งเน้นทรัพยากรไปแก้ปัญหาที่แท้จริง เช่น การขายให้เยาวชน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งภาคธุรกิจและสังคม
ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ มองว่าข้อกำหนดดังกล่าวอาจสร้างอุปสรรคต่อนโยบายของรัฐบาล
ขณะที่นายดำรงค์เกียรติ พินิจการ เลขานุการสมาคมอุตสาหกรรมบันเทิงและการท่องเที่ยว เมืองพัทยา กล่าวว่า ข้อจำกัดการห้ามขายในช่วงบ่ายเป็นกฎระเบียบที่ล้าสมัยและไม่สอดคล้องกับบริบทการท่องเที่ยวปัจจุบัน การปลดล็อกข้อจำกัดเหล่านี้ รวมถึงการพิจารณาขยายเวลาจำหน่ายให้ถึงตี 2 จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวได้อย่างมหาศาล ดังเห็นจากนโยบายขยายเวลาปิดสถานบันเทิงถึงตี 4 ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการถึง 20-30% และพนักงานมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
“ภาคธุรกิจพร้อมร่วมมือกับภาครัฐในการดูแลและป้องกันผลกระทบทางสังคมอย่างเข้มงวด ด้วยมาตรการที่เรามีอยู่แล้ว เช่น การจัดจุดพักคอยสำหรับผู้มีอาการมึนเมา และการส่งเสริมการใช้ขนส่งสาธารณะ เพื่อให้มั่นใจว่าการปรับเปลี่ยนนี้จะสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาทางสังคม” นายดำรงค์เกียรติระบุ
จากรายงานของ TDRI ไม่เพียงชี้ว่าการห้ามขาย 14.00-17.00 น.ไม่ได้ผล แต่ยังชี้เป้าว่าปัญหาที่แท้จริงที่สังคมกำลังเผชิญและภาครัฐควรทุ่มทรัพยากรไปจัดการ
โดยการขายให้เยาวชน : TDRI พบว่า 30% ของร้านค้ายังคงละเมิดกฎหมายขายให้เยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี
การเมาแล้วขับ : อุบัติเหตุ 22% เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์ TDRI จึงเสนอให้ยกระดับมาตรการป้องกัน เช่น การใช้ระบบหักคะแนนแบบขั้นบันได
อิทธิพลจากโฆษณาต่ำ : TDRI พบว่าเยาวชนได้รับอิทธิพลจาก “เพื่อน” มากถึง 35.5% เทียบกับอิทธิพลจาก “โฆษณาออนไลน์” ที่มีเพียง 1.8% เท่านั้น
ดังนั้น TABBA เรียกร้องให้รัฐทบทวนกฎหมายใหม่ให้สอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจ ทั้งนี้ TABBA ย้ำว่านานาประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อังกฤษ และเยอรมนี แม้จะไม่มีข้อจำกัดเวลาขายในช่วงบ่าย แต่ก็ประสบความสำเร็จในการจัดการผลกระทบทางสังคมโดยมุ่งเน้นมาตรการที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพ รัฐบาลมีทางเลือกที่ชัดเจนในการบริหารนโยบาย คือการบังคับใช้มาตรการที่ข้อมูล TDRI ชี้ว่า “อาจไม่ได้ผล” และกำลังถูกเพิ่มความเข้มงวดด้วย พ.ร.บ.ใหม่ ซึ่งอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยว หรือ รัฐบาลสามารถเลือกปรับมาตรการเพื่อสนับสนุนนโยบายหลักของตนเอง โดยใช้อำนาจตาม มาตรา 28 (ใหม่) ใน พ.ร.บ.2568 ซึ่งให้อำนาจ “คณะกรรมการควบคุมฯ” ในการกำหนดเวลา
ภาคธุรกิจจึงขอเรียกร้องให้คณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชุดใหม่ เร่งพิจารณาข้อมูลของ TDRI และทบทวนการห้ามขายและห้ามบริโภคในช่วงเวลา 14.00-17.00 น. เพื่อปลดล็อกศักยภาพทางเศรษฐกิจ การฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศจำเป็นต้องใช้กฎระเบียบที่ทันสมัยและอิงตามข้อมูลเชิงประจักษ์ การปรับเปลี่ยนนโยบายเช่นนี้จะช่วยให้ทรัพยากรของรัฐถูกนำไปใช้แก้ปัญหาที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยไม่สร้างภาระที่ไม่จำเป็นต่อภาคธุรกิจ และที่สำคัญ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม

