รฟท. เดินหน้า รถไฟทางคู่ เด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ มุ่งเปิดใช้ปี 2571
เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เป็นประธานในพิธีขุดเจาะทะลุอุโมงค์สอง ซึ่งเป็นอุโมงค์แห่งแรกของเส้นทางในโครงการรถไฟสายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ เพื่อเดินหน้าโครงการทางคู่รถไฟสายใหม่ในเส้นทางสายเหนือ
นายอนันต์ กล่าวว่า สำหรับ “อุโมงค์สอง” ตั้งอยู่ในอำเภอสอง จังหวัดแพร่ มีระยะทางยาว 1.059 กิโลเมตร นับเป็นอุโมงค์แห่งแรกในสัญญาที่ 1 ช่วงเด่นชัย – งาว ของโครงการก่อสร้างทางรถไฟสายเด่นชัย – เชียงราย – เชียงของ โดยคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2570 ถือเป็นความสำเร็จอีกขั้นของโครงการ ต่อจากอุโมงค์ดอยหลวง (จ.เชียงราย) และอุโมงค์แม่กา (จ.พะเยา) ที่เจาะทะลุก่อนหน้านี้ นับเป็น 3 ใน 4 อุโมงค์ที่เจาะทะลุสำเร็จแล้ว เหลือเพียงอุโมงค์งาว ที่มีความยาว 6.211 กม. ซึ่งเป็นอุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศไทย คาดว่าจะสามารถเจาะทะลุได้ในเดือนกันยายน 2569
นายอนันต์ กล่าวว่า อุโมงค์สองได้ก่อสร้างมาแล้วเป็นเวลากว่า 634 วัน ปัจจุบัน มีความก้าวหน้าการก่อสร้าง 90% โดยเริ่มขุดเปิดอุโมงค์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567 และจะขุดเปิดแล้วเสร็จทั้งฝั่งซ้ายทางและขวาทางภายในสิ้นปี 2568 โดยอุโมงค์ฝั่งซ้ายทางขุดเปิดไปแล้ว 859 เมตร ยังคงเหลือระยะอีก 200 เมตร ส่วนฝั่งขวาทางยังคงเหลือระยะ 3 เมตร ที่จะทำการขุดเปิดในวันนี้ (11 พฤศจิกายน 2568)

นายอนันต์ กล่าวว่า สำหรับอุโมงค์ทั้งหมดได้ถูกออกแบบให้เป็นอุโมงค์คู่ทางเดี่ยว (Single-Track Tunnel) มีโครงสร้างรองรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว พร้อมระบบระบายน้ำป้องกันน้ำท่วม และอุโมงค์หลบภัยทุกระยะ 240 เมตร เพื่อความปลอดภัยสูงสุดในพื้นที่ภูเขาและร่องมรสุมภาคเหนือ โดยเฉพาะ “อุโมงค์งาว” ซึ่งจะเป็นอุโมงค์รถไฟที่มีความยาวที่สุดในประเทศไทย
นายอนันต์ กล่าวว่า ด้านภาพรวมของโครงการก่อสร้างทางรถไฟสายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ปัจจุบัน มีความก้าวหน้างานก่อสร้างสะสม 46.112% เมื่อเทียบกับแผนงานสะสม 45.211% ถือว่าเร็วกว่าแผน 0.901% เป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาระบบรางภายใต้แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงข่ายรถไฟระหว่างเมือง ระยะที่ 3 ซึ่งมุ่งเน้นเพิ่มขีดความสามารถของระบบขนส่งทางรางให้ครอบคลุมพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ สนับสนุนการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ และเพิ่มทางเลือกในการเดินทางของประชาชน โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2561 อนุมัติให้ รฟท. ดำเนินโครงการดังกล่าว วงเงินรวม 85,345ล้านบาท ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 7 ปี โดยคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ภายในปี 2571


