เปิด 3 ปมร้อน เครือข่ายสมาคมเกี่ยวดริงก์ ร้องอนุทิน สั่งการทบทวน กม.สุรา ฉบับปี 68
เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเนื้อหาที่ผู้ประกอบการ เสนอให้ทบทวนและยกเลิกข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจของตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2568 ต่ออนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 12 พฤศจิกายน ดังนี้
ด้วยสมาคมค้าปลีกไทย สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจคราฟท์เบียร์ สมาคมร้านอาหาร สมาคมโฮสเทล ประเทศไทย สมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ สมาคมสมาคมผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสาร สมาคมอุตสาหกรรมบันเทิงและการท่องเที่ยวเมืองพัทยา ชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร (“เครือข่ายสมาคมผู้ประกอบการ”) ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มผู้ประกอบการในธุรกิจท่องเที่ยวและบริการในหลากหลายรูปแบบ และพื้นที่ดำเนินการในส่วนต่าง ๆ ของประเทศไทย ขอแสดงความชื่นชมและขอบพระคุณอย่างสูงในความมุ่งมั่นของรัฐบาล ภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรี ที่ได้ทุ่มเทดำเนินนโยบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ภายใต้โครงการคนละครึ่งพลัส นโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงรุก เช่น การขยายการยกเว้นวีซ่า (Visa-Free) ในหลายประเทศ การตั้งเป้าหมายรายได้จากการท่องเที่ยวไว้สูงถึง 3 ล้านล้านบาท ตลอดจนความพยายามในการปลดล็อกอุปสรรคและอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
อย่างไรก็ตาม เครือข่ายสมาคมผู้ประกอบการมีความกังวลอย่างยิ่งต่อบทบัญญัติบางประการในพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 ที่ได้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ได้เริ่มสร้างผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรงต่อผู้ประกอบการภาคการท่องเที่ยว ภาคบริการ ตลอดจนสร้างความสับสนแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์โดยรวมของประเทศ ประเด็นที่เป็นข้อกังวลเร่งด่วนที่สุด คือ การคงข้อจำกัด “เวลาห้ามจำหน่าย” (14.00-17.00 น. และหลัง 24.00 น.) และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเพิ่มบทบัญญัติ “ห้ามบริโภค” ในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งมีบทลงโทษปรับต่อผู้บริโภค (รวมถึงนักท่องเที่ยว) สูงถึง 10,000 บาท บทบัญญัตินี้ได้สร้างความสับสนและประสบการณ์เชิงลบให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นอย่างมาก ทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) และขัดต่อนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาลอย่างสิ้นเชิง
เครือข่ายสมาคมผู้ประกอบการ ตระหนักถึงความสำคัญของการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างรับผิดชอบ และมุ่งมั่นในการทำธุรกิจโดยลดการบริโภคที่เป็นอันตราย แต่เชื่อมั่นว่าการคงข้อจำกัดเวลาดังกล่าวซึ่งบังคับใช้มากว่า 50 ปี ไม่ได้ช่วยลดผลกระทบเชิงลบ แต่กลับสร้างอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการที่ถูกกฎหมาย และอาจผลักดันให้เกิดธุรกิจนอกระบบ (ตลาดมืด)
ในการนี้ เครือข่ายฯ จึงใคร่ขอความอนุเคราะห์มายังท่านนายกรัฐมนตรี ได้โปรดพิจารณาสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการใน 3 ประเด็นเร่งด่วน ดังนี้
1.ยกเลิกข้อจำกัดเวลาห้ามจำหน่ายและห้ามบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเวลา 14.00 – 17.00 น. และหลัง 24.00 น. โดยเร่งด่วน เพื่อบรรเทาผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้น และปลดล็อกอุปสรรคสำคัญต่อภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม เนื่องจากข้อจำกัดดังกล่าว ไม่ได้ลดผลกระทบเชิงลบต่อการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่กลับสร้างอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการที่ถูกกฎหมาย และอาจผลักดันให้เกิดธุรกิจนอกระบบ (ตลาดมืด) ของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ งานวิจัยของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (Thailand Development Research Institute – TDRI) ยืนยันว่าการห้ามขายช่วง 14.00-17.00 น. ซึ่งเป็นกฎหมายเก่ากว่า 50 ปี “ล้มเหลว” ในการลดการบริโภค และเป็นเพียงการผลักดันการซื้อขายไปสู่ช่องทางนอกระบบ ส่งเสริมตลาดมืด ความเข้มงวดที่มากเกินไปสำหรับสินค้าถูกกฎหมาย จะเร่งให้ ตลาดมืดและสุราเถื่อนขยายตัว ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนโดยตรง และทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีมหาศาล และขอย้ำว่า ภาคเอกชนทุกภาคส่วนพร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐอย่างเต็มที่ในการหาแนวทางกำกับดูแลที่สร้างสมดุลระหว่างมิติทางสังคมและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
2.ทบทวนการกำหนดเขตพื้นที่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (Zoning) ใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่จังหวัดท่องเที่ยวหรือเขตส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อให้ผู้ประกอบการร้านอาหารและสถานบันเทิงสามารถดำเนินกิจการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย สอดรับกับนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวและภาคธุรกิจบริการ
3.ยกเลิกการห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผ่านช่องทางออนไลน์ การห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผ่านช่องทางออนไลน์ ถือว่า สวนทางโดยตรงกับนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล ที่รัฐบาลกำลังผลักดัน การเปิดเสรีในส่วนนี้ภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่รัดกุม เช่น การใช้เทคโนโลยีตรวจสอบอายุทั้งขณะซื้อและจัดส่ง ทั้งในขั้นตอนการสั่งซื้อและจัดส่งมาใช้ ซึ่งจะทำให้การควบคุมมีประสิทธิภาพและตรวจสอบได้ดียิ่งกว่าการขายในรูปแบบดั้งเดิม จะเป็นการ ส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยและผลิตภัณฑ์ชุมชน (Craft & OTOP Products) ให้มีช่องทางเติบโตในโลกดิจิทัล สร้างนวัตกรรม และสร้างรายได้ใหม่ๆ ให้กับประเทศ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “Thailand 4.0” อย่างแท้จริง

