‘ดาต้า เทคโนโลยี’ เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมใหม่ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี และนวัตกรรมขั้นสูง ทั้งปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีชีวภาพ หรือที่เรียกว่า New S-Curve ซึ่งเป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็นเศรษฐกิจดิจิทัลและเอไอ
ภูกิจ ดิศธรานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด (มหาชน) บริษัทให้บริการด้านเอไอ ดาต้า เทคโนโลยี เจ้าของลิขสิทธิ์ 14 นวัตกรรม ให้สัมภาษณ์ว่า ดาต้า เทคโนโลยี เป็นธุรกิจเติบโตต่อเนื่อง จากรายงานของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ระบุว่า มูลค่าตลาดซอฟต์แวร์ Data Analytics ปี 2568 อยู่ที่ 92,000 ล้านบาท และอัตราการเติบโต (CAGR) 18.3% ขณะที่ DataIntelo บริษัทที่ปรึกษาด้านการวิจัยและการตลาดสหรัฐ คาดว่า มูลค่าตลาดดาต้า เทคโนโลยี ปี 2575 มีมูลค่า 471,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 16 ล้านล้านบาท หรือสัดส่วนประมาณ 17% ของมูลค่าตลาดเอไอ ที่ 2.74 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2575 โดยมี CAGR ที่ 12.6%
2 มิติขับเคลื่อน New S-Curve
ภูกิจระบุว่า การนำเอไอ ดาต้า เทคโนโลยี มาขับเคลื่อน New S-Curve เศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อสร้างอัตราเติบโตอย่างก้าวกระโดดให้กับเศรษฐกิจไทย ที่ปัจจุบันติดกับดักรายได้ปานกลาง ทำให้เศรษฐกิจไทยช่วงที่ผ่านมา เติบโตเฉลี่ยไม่เกิน 3% ต่อปี ว่าการที่ไทยจะขับเคลื่อนให้มีอัตราเติบโตระดับ 5-6% ต่อปี จำเป็นต้องนำเอไอ ดาต้า เทคโนโลยี เข้ามาใช้ในการพัฒนาและขับเคลื่อนองค์กรและประเทศ ใน 2 มิติ คือ มิติในภาคประชาชน และมิติขององค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน
มิติแรก คือ ภาคประชาชน ภาครัฐต้องขับเคลื่อนให้ภาคประชาชนมีความคุ้นเคยและมีความสามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัล และเอไอมาใช้ในการทำงาน
มิติที่สอง คือ องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ต้องให้ความสำคัญในการนำเทคโนโลยีดิจิทัล และ เอไอ เข้ามาใช้ในการขับเคลื่อนองค์กร ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การนำเอไอมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ทั้งข้อมูลองค์กรคู่แข่ง การตลาด และลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน สร้าง Sandbox ในการขับเคลื่อนองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน และภูมิทัศน์ใหม่ของภาคธุรกิจ
จากรายงาน Global AI Index 2024 ของสถาบันที่ปรึกษาการจัดการ สหรัฐอเมริกา (IMC) ระบุว่า ไทยถูกจัดอันดับที่ 43 จาก 83 ประเทศทั่วโลก ที่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเป็นอันดับ 3 ในอาเซียน รองจาก สิงคโปร์และมาเลเซีย โดยหมวดที่ไทยได้อันดับที่ดีที่สุด คือ ด้านยุทธศาสตร์ภาครัฐ และโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ส่วนที่ได้คะแนนค่อนข้างต่ำ คือ ระบบนิเวศเชิงพาณิชย์ งานวิจัย พัฒนาเทคโนโลยี รวมทั้งด้านบุคลากร ทั้งนักพัฒนาเอไอ นักวิทยาศาสตร์เอไอ ซึ่งผลการจัดอันดับดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของไทยเรื่องของการพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัล และเอไอ เมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคอาเซียน
ขณะที่ความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล ที่จัดอันดับโดย IMD ปี 2567 ประเทศไทยอยู่อันดับ 35 ของโลก และอันดับ 3 ของอาเซียน รองลงมาจาก สิงคโปร์ ที่อยู่อันดับ 1 ของโลก และอันดับ 1 ในอาเซียน และมาเลเซีย อยู่อันดับ 33 ของโลก และอันดับ 2 ของอาเซียน ประเด็นที่ทำให้ไทยยังตามหลังสิงคโปร์และมาเลเซีย เป็นเรื่ององค์ความรู้ และความพร้อมสำหรับอนาคตของไทย
“ผมมองว่าโดยโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี และดิจิทัลของไทย ปัจจุบันมีความพร้อมเท่าเทียมกับสิงคโปร์ มาเลเซีย แต่ปัญหาใหญ่ของไทย คือขาดทรัพยากรบุคคล ที่มีความรู้และความชำนาญในการใช้และพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล และเอไอ ดังนั้น เราต้องเริ่มต้นจากการพัฒนาประชาชนให้พร้อมใช้เทคโนโลยี มองเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือทำงาน กล้าจะใช้ ไม่ต้องกลัวว่าเอไอจะมาทำงานแทนคน” ภูกิจกล่าว
จากข้อมูลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระบุว่า ไทยปัจจุบันขาดแคลนบุคลากรด้านเอไอกว่า 80,000 คน ขณะที่คนที่จบด้านเอไอ กลับไม่ได้ทำงานในด้านไอที ขณะที่กระทรวงอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม ระบุว่า สถาบันการศึกษาในปัจจุบันสามารถผลิตบุคลากรในด้านนี้ได้เพียง 500 คนต่อปี
ภูกิจให้เห็นว่า ทรัพยากรบุคคลด้านเอไอ มีความขาดแคลน ทำให้มีความจำเป็นต้องพัฒนาบุคลากรในด้านนี้ขึ้นมา รวมไปถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรที่มีอยู่ทั้งการ Upskill และ Reskill ให้ทรัพยากรบุคคลของแต่ละองค์กร สามารถเป็นผู้ใช้งานเอไอ จนถึงเป็นผู้พัฒนาเอไอ
“ในการพัฒนาและสร้างบุคลากรด้านเอไอ ต้องเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างกำลังคนด้านเอไอ มาขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล และ เอไอ (AI & Digital Economy) ต่อยอดประเทศ ตามเป้าหมายที่วางไว้ว่าจะก้าวสู่การเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอ (AI Nation) และเป็นผู้นำเศรษฐกิจดิจิทัลและเอไอ ระดับอาเซียนปี 2570” ภูกิจกล่าว
จากรายงานของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ร่วมกับสถาบัน ไอเอ็มซี ระบุว่า มูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลไทย ปี 2567 มีมูลค่ารวม 4.44 ล้านล้านบาท เพิ่ม 23.35% จากปี 2566 สัดส่วน 23.89% ของ GDP ประเทศไทย ที่มีมูลค่า 18.58 ล้านล้านบาท ในปี 2567 คาดปี 2568 จะมีมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัล 4.69 ล้านล้านบาท โต 6.2% เทียบปี 2567 และตั้งเป้าหมายให้เศรษฐกิจดิจิทัล มีสัดส่วนกว่า 30% ของ GDP ไทยปี 2570
ภูกิจกล่าวอีกว่า อัตราเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล เป็นผลจากการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและเอไอของประเทศต่อเนื่อง แต่จะขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตสู่การเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอ สิ่งสำคัญคือการสร้างบุคลากรด้านเอไอ และนำเอไอมาใช้อย่างเป็นธรรมชาติ ในทุกองคาพยพ ขององค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน
“การสร้างบุคลากรด้านเอไอ ต้องสร้างตั้งแต่ระดับเยาวชน จนถึงการพัฒนาต่อเนื่องในวัยทำงาน เพราะเทคโนโลยีมีการพัฒนาเร็วและต้องเรียนรู้ตลอดเวลา อย่างของเรียล สมาร์ท เราเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยี เราใช้เวลาพัฒนาบุคลากรที่ทำงานเอไอเบื้องต้นได้ใช้เวลา 1 ปี และพัฒนาต่อยอดให้ตอบโจทย์การทำงานขององค์กรและพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้ใช้เวลา 3 ปี ดังนั้น การสร้างบุคลากรด้านนี้ต้องใช้เวลา และต้องสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และใช้งานเอไอให้กับประชากรของประเทศ เพื่อก้าวไปสู่การเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยเอไอ” ภูกิจกล่าว
แนะสร้าง Sandbox เพิ่มประสิทธิภาพทำงาน
นอกจากการพัฒนาบุคลากรด้านเอไอและดิจิทัลแล้ว สิ่งสำคัญคือ การนำ ดาต้า เทคโนโลยี มาใช้บริหารจัดการข้อมูลในระดับประเทศ เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เรื่องนี้ ภูกิจให้ความเห็นว่า ดาต้า เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญที่นำมาใช้เพื่อบริหารจัดการและวางนโยบาย ทั้งของภาครัฐและเอกชน การบริหารจัดการข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ทั้งภาครัฐและเอกชน กำหนดนโยบายและวางแผนในการพัฒนาประเทศ และขับเคลื่อนแนวทางธุรกิจได้ตรงกับเป้าหมายมากขึ้น อย่างเอสโตเนียเป็นประเทศขนาดเล็กในยุโรป แต่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีที่โดดเด่น มีการบูรณาการข้อมูลประชากรมาพัฒนาระบบการให้บริการของภาครัฐผ่านออนไลน์ เป็นนโยบายที่เรียกว่า “Digital by Default” มีระบบ X-Road เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทำให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างปลอดภัย ประชากรของเอสโตเนีย 89% ใช้บริการภาครัฐผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
“กระบวนการทำงานนี้ เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่รัฐไปทำงานบริการในด้านอื่นๆ โดยเฉพาะการวางแผนและวางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนประเทศในระยะยาว” ภูกิจกล่าว
เอไอแค่เครื่องมือ แต่คนเป็นหัวใจ
ส่วนประเด็นที่กังวลว่า การนำเทคโนโลยเอไอเข้ามาใช้ในกระบวนการทำงานแล้ว จะทำให้มีการปลดคนนั้น ภูกิจระบุว่า เป็นการนำเทคโนโลยีมาทำงาน ไม่จำเป็นต้องปลดคน แต่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนสามารถพัฒนาบุคลากร ให้สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้ เพราะเทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือ แต่คนยังเป็นหัวใจในการทำงาน อย่าง เรียล สมาร์ท ทำธุรกิจด้านเอไอ ดาต้า เทคโนโลยี เข้าสู่ปีที่ 11 เริ่มจาก 5 คน จนปี 2568 มีพนักงาน 300 คน ก็ยังไม่เคยปลดคน มีแต่นำเทคโนโลยีมาใช้ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของคน สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ
“เอไอกับคน ไม่ได้เป็นศัตรูกัน แต่เป็นเพื่อนร่วมงาน เอไอเป็นเครื่องมือทำให้คนทำงานง่ายขึ้น เมื่อเรานำเอไอมาใช้ และพัฒนาศักยภาพของคน ประเทศไทยก็จะเป็นประเทศที่มีต้นทุนของประเทศต่ำ แต่ความสามารถของบุคคลสูง ทำให้ประเทศไทยสามารถก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง สามารถสร้างธุรกิจ New S-Curve เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจเอไอ-ดิจิทัล เพื่อให้เศรษฐกิจประเทศเติบโตได้มากกว่าปัจจุบัน” ภูกิจกล่าว

