ธนกรเปิด ‘ศูนย์ฝ่าฟัน ดัน SMEs’ 69แห่งทั่วไทย ดันสินเชื่อ3หมื่นล้านแก้หนี้
ที่สำนักงานใหญ่ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(ธพว.) หรือ SME D Bank นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยในงานเปิด ‘ศูนย์ฝ่าฟัน ดัน SMEs’ ศูนย์บริการครบวงจร เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีไทยให้อยู่รอดไปต่อได้อย่างยั่งยืน ว่า ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จำนวนกว่า 3 ล้านราย จ้างงานให้กับประชาชนถึง 13 ล้านคน และเป็นหนึ่งในสามของจีดีพี ของประเทศ ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าและปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ จากการที่ตนเองเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในสมัยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และได้ลงพื้นที่ร่วมกับนายกรัฐมนตรี ได้พบปะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและประชาชนจำนวนมาก
รวมทั้งรับทราบปัญหาหลักคือปัญหาการเข้าถึงแหล่งทุน เมื่อเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม จึงได้หารือกับนายเดชา จาตุธนานันท์ ประธานกรรมการ และนายพิชิต มิทราวงศ์ และกรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย เพื่อแก้ไขปัญหาและปรับเงื่อนไขให้เหมาะสม โดยไม่กระทบต่อการดำเนินธุรกิจของธนาคาร ซึ่งนำมาสู่โครงการ ‘ฝ่า ฟัน ดึง ดัน SMEs’ ที่เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล
“ได้มอบหมายให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย บูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เปิด ‘ศูนย์ฝ่าฟัน ดัน SMEs’ ในทุกจังหวัด เพื่อ เชื่อมโยงการเติมทุนด้วยดอกเบี้ยพิเศษร้อยละ 3 เติมความรู้และทักษะร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า และการแก้ไขหนี้อย่างยั่งยืน โดยให้ธนาคารเข้าใจผู้ประกอบการมากขึ้น ไม่ซับซ้อน ให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงแหล่งทุนและได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม” นายธนกรกล่าว
โดยไทยเจอปัญหาทั้งสงครามการค้าและเรื่องภาษีทรัมป์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะในเรื่องสภาพคล่อง ปัจจุบันมีเอสเอ็มอีประมาณ 3 ล้านราย สามารถสร้างงานได้ราว 13 ล้านคน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างงานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เมื่อเกิดปัญหาขึ้นได้หารือกับผู้บริหาร ธพว. ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่จะต้องเข้ามาช่วยเหลือเอสเอ็มอี จึงคิดโครงการฝ่าฟัน ดัน เอสเอ็มอี ขึ้นมา

ทั้งนี้จะมีศูนย์ทั้งหมด 96 แห่งทั่วประเทศ เน้นโครงการ 3 ด้าน คือ ด้านเติมทุน ซึ่งมีสินเชื่อพิเศษร้อยละ 3 ผ่อนชำระได้สูงสุด 10 ปี ด้วยเงิน 30,000 ล้านบาท ด้านเติมความรู้และทักษะ มีการอัพสกิลและรีสกิลผู้ประกอบการร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และด้านแก้หนี้อย่างยั่งยืน ครอบคลุมการปรับโครงสร้างหนี้ การลดดอกเบี้ยและเงินต้น เพื่อให้สามารถฟื้นฟูกิจการได้ตามความเหมาะสม
โครงการจะดำเนินงานแบบทันที ทำให้เห็นว่าสามารถช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้มาก และการเจรจาพูดคุยเพื่อความเข้าใจถือเป็นด่านแรกที่สำคัญ นอกจากนี้ การลงพื้นที่พบปะผู้ประกอบทำให้เห็นว่าปัญหาหลักคือขาดสภาพคล่องและเข้าถึงแหล่งทุนยาก จึงมอบหมายให้ปรับเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ให้เอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้โดยไม่กระทบต่อธนาคาร และให้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิด ทั้งสามด้านดำเนินงานร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจ การเงิน และการแก้หนี้แบบรายคนเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถฟื้นฟูกิจการได้ตามความสามารถของแต่ละราย และดำเนินการต่อเนื่องแม้รัฐบาลจะอยู่เพียง 4 เดือน ถือเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนเอสเอ็มอีและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ ศูนย์ฝ่าฟัน ดันเอสเอ็มอีมอบบริการสำคัญ 3 ด้านเพื่อยกระดับและเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยอย่างครบวงจร ได้แก่ ด้านเติมทุน สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยพิเศษ 3% คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนนานสูงสุด 10 ปี ผ่านสินเชื่อสำคัญ เช่น สินเชื่อ Green Productivity วงเงินสูงสุด 10 ล้านบาท เพื่อการลงทุนด้านพลังงานสะอาด สินเชื่อปลุกพลัง SME วงเงินรวม 1.5 แสนล้านบาท สำหรับเสริมสภาพคล่องหรือขยายธุรกิจโดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน
รวมทั้งสินเชื่อบียอน ติดปีก SME วงเงินกู้สูงสุด 15 ล้านบาทต่อราย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและการเติบโตของกิจการ ด้านเติมความรู้ พัฒนาธุรกิจ ผ่านแพลตฟอร์ม DX by SME Bank ที่รวบรวมบริการ แก้ปัญหาครบวงจรจากภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา เช่น ระบบตรวจสุขภาพธุรกิจ (Business Health Check) e-Learning กิจกรรมเสริมความรู้ SME D Coach ที่ปรึกษาธุรกิจ SME D Market ช่องทางขยายตลาด และ SME D Privilege สิทธิประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการ ส่วนด้านเติมโอกาส
“จะมุ่งช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ประสบปัญหาหนี้สินให้กลับมาฟื้นตัวอย่างยั่งยืน ด้วยมาตรการ ‘3 ลด กดหนี้’ ได้แก่ ลดการผ่อน ลดเงินต้น และลดดอกเบี้ยค้างชำระ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น บรรเทาภาระทางการเงิน และเปิดโอกาสให้ธุรกิจเดินหน้าต่อได้”นายธนกรกล่าว

