ปัจจุบันการเดินหน้าธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน นอกจากสปีดรายได้แล้ว สิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบรายใหญ่ๆ ให้ความสำคัญ นั่นคือ การทำธุรกิจเติบโตไปพร้อมกับสังคมและชุมชน เช่นเดียวกับบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ยักษ์อสังหาฯแถวหน้าของเมืองไทย ที่ยังคงเดินหน้าเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุดได้เปิดตัวโครงการ “ศูนย์การเรียนรู้กาแฟพิเศษครบวงจร” ที่อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมไร่กาแฟต้นแบบ บนพื้นที่กว่า 16 ไร่ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจฐานราก สู่การเป็นเศรษฐกิจมหภาคต่อไป

“สมัชชา พรหมศิริ” Chief of Staff บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หนึ่งในแกนหลักการทำงานด้านอีเอสจี หรือความยั่งยืนและการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบของแสนสิริมากว่า 40 ปี คือการดูแล 4 เสาหลัก ได้แก่ ลูกค้า พนักงาน คู่ค้า และสังคม ตอกย้ำแนวคิดมุ่งสร้างทุกวันให้ยั่งยืน ลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อสังคมที่ดี ชุมชนแข็งแรง ซึ่งแต่ละโครงการที่ทำ จะทำอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม
“แสนสิริชอบที่จะเป็นผู้ริเริ่มเพื่อเป็นต้นแบบในการสร้างแพลตฟอร์มที่จะเพิ่มแรงบวกให้กับสังคม กาแฟถือเป็นหนึ่งในวาระที่มองว่า หากต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมในภาพใหญ่ การสร้างโอกาสให้กับกลุ่มคนที่มีความเปราะบาง โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรที่เป็นประชากรผู้มีความเปราะบางในเชิงเศรษฐกิจ สังคม รวมถึงภัยธรรมชาติต่างๆ ที่ส่งผลกระทบด้วย ทำให้กาแฟที่ถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่จะสามารถสร้างโอกาสให้กับกลุ่มเกษตรกรได้ โดยพื้นที่ 16 ไร่นี้ แสนสิริเช่าที่ในชุมชน หากมีการลงทุนอะไรภายใน 5 ปีนี้ก็ยกให้ชุมชนทั้งหมด ถือเป็นโมเดลเริ่มต้น จากนั้นอาจไปทำที่อื่นๆ ต่ออีก” สมัชชากล่าว

พร้อมเล่าย้อนว่า กาแฟไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ของแสนสิริหากย้อนกลับไปเมื่อปี 2557 แสนสิริได้ริเริ่มสนับสนุนกาแฟจากเกษตรดอยผาฮี้ จังหวัดเชียงราย มาผลิตเป็นแสนสิริซิกเนเจอร์ เบลนด์ คอฟฟี่ เพื่อเสิร์ฟในแสนสิริ เลานจ์ สำนักงานขาย และเครือโรงแรม สนับสนุนกาแฟเทพเสด็จ ส่งประสบการณ์กาแฟท้องถิ่นให้แก่นักท่องเที่ยว ในงาน Chiangmai Coffee Week 2567 ริเริ่มโครงการ Future Harvest นำร่องสนับสนุนต้นกล้ากาแฟพันธุ์ดีจำนวน 5,200 ต้น ให้กับเกษตรกร 15 ราย ในอำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ ดำเนินการต่อเนื่อง 2 ปี
โดย “สมัชชา” เชื่อว่าการสนับสนุนพืชเศรษฐกิจในชุมชนจะช่วยสร้างโอกาสทางอาชีพที่ยั่งยืนและส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ซึ่งการปลูกกาแฟพันธุ์ดี ที่สามารถปลูกวนในระบบเกษตร ช่วยรักษาป่า ลดการเผาทำไร่เลื่อนลอย เป็นแหล่งรายได้ที่ยั่งยืนให้เกษตรกรได้ จึงเป็นจุดเริ่มจนเดินทางมาถึงโครงการศูนย์การเรียนรู้กาแฟฯ ซึ่งหน่วยงานนี้จะทำหน้าที่รวบรวมทุกองค์ความรู้ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ไว้ในที่เดียว ยังทำงานร่วมกับเกษตรกรได้อย่างใกล้ชิด ถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อทดลอง พัฒนา และเพาะสายพันธุ์กาแฟพิเศษ

“เลือกนำร่องที่เชียงใหม่ เพราะเป็นจังหวัดที่แสนสิริมีการประกอบการธุรกิจอยู่ และเผชิญปัญหาทุกปี ทั้งฝุ่นพิษพีเอ็ม2.5 และน้ำท่วม จากการที่ได้ลงพื้นที่เห็นปัญหาด้วยตัวเอง และให้การช่วยเหลือชาวบ้านหลังเจอน้ำท่วมหลายครั้ง แต่ต้องยอมรับการให้ความช่วยเหลือในปลายทางแบบนี้ คงไม่สามารถทำได้ตลอดเวลา รวมถึงปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมก็ใหญ่เกินกว่าที่เราคนเดียวจะทำเองได้ จึงกลับมามองว่า การแก้ไขปัญหาที่จุดเริ่มต้นจะดีกว่าหรือไม่ โดยพืชชนิดหนึ่งที่อยู่ร่วมกับป่าได้ และทำให้สภาพดินหรือหน้าดินปรับดีขึ้น ชดเชยการปลูกพืชหมุนเวียนที่เป็นสาเหตุให้เกิดการเผาป่า ตามมาด้วยฝุ่นพีเอ็ม2.5 ก็คือกาแฟ จึงเกิดการเสาะหากระบวนการที่ถูกต้องและมีความยั่งยืน”

จากแนวคิดที่จุดประกายขึ้นมา “สมัชชา” กล่าวว่า แสนสิริได้หารือร่วมกับหลายหน่วยงานด้านวิชาการ รวมถึงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จนได้แนวทางการต่อยอดจัดตั้งหน่วยงาน วิสาหกิจเพื่อสังคมแบบไม่แสวงหากำไร ทำหน้าที่ขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อสังคมให้มีความต่อเนื่อง สร้างรายได้ด้วยตัวเองจากการดำเนินธุรกิจ เพื่อไม่ให้ต้องพึ่งพาเงินบริจาคเท่านั้น และนำกำไรที่ได้กลับคืนสู่ชุมชนทั้งหมด โดยในระยะเริ่มต้น 1-3 ปี แสนสิริใช้งบประมาณดำเนินการประมาณ 3-5 ล้านบาท เพราะยังไม่ได้มีเครื่องจักรมากนัก และไม่ได้ต้องการแข่งขันกับใคร แต่ต้องการพัฒนาให้กาแฟเป็นพืชเศรษฐกิจที่สามารถยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชนได้จริง และเชื่อว่ากาแฟมีความน่าสนใจซ่อนอยู่ แม้ตอนนี้ยังเห็นภาพไม่ชัด แต่เชื่อว่าใน 2-3 ปีข้างหน้าจะเห็นภาพต่อเศรษฐกิจและสังคมได้มากขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้น “แสนสิริ” ได้ร่วมกับ “ไร่แสนชัย-บีนส์คอฟฟี่ โรสเตอร์” และที่ปรึกษาของสมาคมกาแฟพิเศษ เพื่อสนับสนุนชาวบ้านส่วนหนึ่งที่จะได้มีโอกาสเข้าไปทำงานในศูนย์การเรียนรู้ฯนี้ ทำให้ชาวบ้านมีรายได้ รวมถึงองค์ความรู้เกี่ยวกับการปลูกกาแฟ การเก็บเกี่ยว กระบวนการแปรรูปผลผลิตเพิ่มขึ้น นำความรู้มาพัฒนาการปลูกกาแฟของตัวเอง และเกิดการรวมกลุ่มกันขึ้น เพื่อพัฒนาการเพาะปลูกกาแฟให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ อีกทั้งยังมีเป้าหมาย สร้างแรงดึงดูดกลับบ้าน เมื่อกาแฟพิเศษมีราคาดี มีตลาดที่มั่นคง ชุมชนก็จะมีรายได้ที่ยั่งยืนและสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจะกลายเป็นแม่เหล็ก ดึงดูดให้คนหนุ่มสาวที่เคยต้องจำใจจากบ้านไปเป็นแรงงานในพื้นที่ต่างๆ คืนถิ่นกลับมาสานต่ออาชีพเกษตรกรรมด้วยความภาคภูมิใจ
ด้าน “แสนชัย จูเปาะ” เจ้าของไร่ Saen Chai Estate เกษตรกรต้นแบบ อ.กัลยาณิวัฒนา กล่าวว่า อยากเห็นพืชเศรษฐกิจตรงนี้มีมูลค่า ทำให้คนกลับมาอยู่บ้านแบบมีอาชีพ ไม่ต้องเผาไม้ทำลายป่า มีคุณค่าจริงๆ ต่อเศรษฐกิจ การที่จะทำแบบนั้นได้ต้องใช้พลังของคนทำให้มีความยิ่งใหญ่มากขึ้นเพราะกาแฟไทยไม่ได้แค่ดีขึ้นในเชิงเทคนิค แต่ดีขึ้นในมิติของวัฒนธรรม ความเข้าใจ และความเกื้อกูล เราเห็นชุมชนที่แข็งแรงเติบโตไปด้วยกัน ไม่ใช่ใครคนหนึ่งล้ำหน้า แต่อยู่ในจังหวะที่เกื้อหนุนกัน และกาแฟยังเป็นพืชที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยปกป้องคุณภาพดิน แหล่งน้ำ และระบบนิเวศโดยรอบ ที่สำคัญคือ ทำให้คนกลับมาอยู่บ้านของตัวเองแบบมีอาชีพรองรับได้จริง
ขณะที่ “บริรักษ์ อภิขันติกุล” ที่ปรึกษาโครงการศูนย์การเรียนรู้กาแฟพิเศษครบวงจร ผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมกาแฟพิเศษไทย กล่าวว่า อยากให้เกษตรกรไทยเข้าใจวิธีการผลิต และการต่อยอดไปสู่กาแฟพิเศษ โดยเริ่มตั้งแต่กระบวนการคัดเลือกเมล็ด การตากกาแฟ และการจัดการของเสีย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้กาแฟธรรมดามีความพิเศษ และราคาสูงขึ้น 3-5 เท่า ซึ่งเกษตรกรไทยส่วนใหญ่ยังขาดความรู้และเครื่องมือควบคุมคุณภาพ จึงมั่นใจว่าโครงการนี้จะช่วยสร้างองค์ความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับกาแฟ เติบโตอย่างมั่นคง สร้างคุณภาพอย่างที่คาดหวังไว้ได้
เช่นเดียวกับ “อัครินทร์ ศิวพรพิทักษ์” หนี่งในผู้ก่อตั้งบีนส์ คอฟฟี่ โรสเตอร์ ซึ่งเชื่อว่ากาแฟที่ดีไม่ใช่แค่เรื่องของรสชาติ แต่เป็นเรื่องของความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ตลาดโลกยอมรับคุณภาพกาแฟไทย แต่เราต้องช่วยกันสร้างระบบให้เกษตรกรเข้าถึงมาตรฐานนั้นได้ ยกระดับกาแฟไทยไปสู่ระดับโลก อย่างน้อยกาแฟไทยต้องมีชื่อติดอยู่ในลิสต์กาแฟที่ดีมีคุณภาพ โดยศูนย์การเรียนรู้กาแฟฯยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรใหม่ ที่ผู้เยี่ยมชมสามารถเรียนรู้กระบวนการผลิตกาแฟตั้งแต่ต้นจนจบในที่เดียวได้

