ดัชนีเชื่อมั่นปชช.-ธุรกิจ ดีขึ้นรอบ 9 เดือน คนละครึ่งพลัส ช่วยฟื้นกำลังซื้อ จี้ อนุทิน เตรียมแผนอุ้มศก.ก่อนยุบสภา
เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ผลสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เดือนตุลาคม 2568 พบว่า ความเชื่อมั่นฯทุกรายการปรับตัวดีขึ้นในรอบ 8-9 เดือน โดยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นฯในปัจจุบัน ดัชนีความเชื่อมั่นฯในอนาคต อยู่ที่ 51.9 35.3 และ 60.1 เพิ่มจากเดือนกันยายน อยู่ที่ 50.7 34.4 และ57.3 ตามลำดับ ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นฯเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นฯเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน ดัชนีความเชื่อมั่นฯเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 45.5 49.6 และ 60.6 เพิ่มจากเดือนก่อนหน้าอยู่ที่ 44.4 48.5 และ 59.3 ตามลำดับ รวมถึงปรับตัวดีขึ้นของดัชนีภาวการณ์ใช้จ่าย ต่อการซื้อรถยนต์ ซื้อบ้าน ใช้จ่ายเพื่อท่องเที่ยว และการลงทุนทำธุรกิจของเอสเอ็มอี เช่นเดียวกับด้านความสุขในการดำเนินชีวิต ภาวะค่าครองชีพ ปัญหายาเสพติด และสถานการณ์ทางการเมือง ล้วนมามุมมองปรับตัวดีขึ้น

ทั้งนี้ปัจจัยหนุนที่มีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่น คือ การเมืองในประเทศชัดเจนขึ้น รัฐบาลใหม่เร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะคนละครึ่งพลัสและเที่ยวดีมีคืน มาตรการกระตุ้นภาคท่องเที่ยว คงดอกเบี้ยนโยบาย 1.50% การปรับเพิ่มประมาณการณ์ตัวเลขทางเศรษฐกิจของกระทรวงการคลัง การส่งออกมีทิศทางดี และเงินบาทอ่อนค่า ขณะที่ปัจจัยลบยังเป็นความรู้สึกว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวยังช้า ค่าครองชีพยังสูง แม้เริ่มมีการใช้จ่ายคนละครึ่งพลัสในช่วงแรก ราคาพืชเกษตรตกต่ำ อาทิ ข้าว ยาง คาดมีผลกระทบต่อจีดีพี 0.3-0.4 %ในไตรมาส4 หรือประมาณ 2 หมื่นล้านบาท รวมถึงความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา และความยืดเยื้อสงครามการค้าและภูมิรัฐศาสตร์โลก
นายธนวรรธน์ กล่าวต่อว่า พร้อมกันนี้ ได้สำรวจความเชื่อมั่นหอการค้าไทย(ภาคธุรกิจ) พบว่า ความเชื่อมั่นดีขึ้นในรอบ 8 เดือน สำหรับความเชื่อมั่นหอการค้าไทยโดยรวม และความเชื่อมั่นฯในอนาคต ดัชนีปรับขึ้นจากเดือนที่ 44.0 48.6 เป็น 44.1 49.0 ตามลำดับ แต่ความเชื่อมั่นฯในปัจจุบัน ลดลงเล็กน้อย จาก 39.3 เป็น 39.2 โดยมีปัจจัยลบเร่งด่วนจากภาวะน้ำท่วมในหลายจังหวัดภาคเหนือและภาคกลาง แม้จะน้ำท่วมขังส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ท้องทุ่งและภาคเกษตร แต่ประเมินว่าจะสร้างความเสียหายเบื้องต้นต่อจีดีพี ความเชื่อมั่นฯในอนาคต หรือประมาณ 10,000 ล้านบาท แซงประเด็นความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ขัดแย้งยืดเยื้อตามชายแดนไทย-กัมพูชา ความกังวลต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจช้ากว่าคาดการณ์ ปัญหาประชาชนประหยัดค่าใช้จ่าย จากมองกว่าค่าครองชีพแพง วิตกปัญหาต้นทุนแรงงานสูงแต่รายได้ไม่สูงขึ้น ขณะที่ปัจจัยบวกคือ คลายกังวลหลังการชัดเจน รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นบริโภค ผ่านคนละครึ่งพลัส ท่องเที่ยวดีขึ้น ทิศทางส่งออกยังดี และค่าเงินเริ่มอ่อนลง

“ตอนนี้ธุรกิจกังวลเรื่องผลกระทบจากน้ำท่วม ที่จะสร้างความเสียหายและลดทอนกำลังซื้อในสินค้าทั่วไป จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งเยียวยาเพื่อลดภาระความเดือดร้อน เร่งแก้ปัญหาค้าชายแดนไทย-กัมพูชา เร่งแก้ปัญหาหนี้สินของประชาชนพร้อมให้ธุรกิจเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น รักษาเสถียรภาพค่าเงินบาท และรัฐบาลมีแผนชัดเจนต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องถึงปีหน้า ก่อนยุบสภาพ จนถึงช่วงเลือกตั้ง และจัดตั้งรัฐบาลใหม่คาดว่าจะเกิดขึ้นเดือนพฤษภาคม ดังนั้น ยังมองว่า ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและนักธุรกิจจะยังดีขึ้นในช่วง 2 เดือนที่เหลือปีนี้ เพราะจะมีเงินสะพัดจากคนละครึ่งที่ลงระบบเดือนละ 4 หมื่นล้านบาท และกิจกรรมปีใหม่ “ นายธนวรรธน์ กล่าว

