เอกนิติ เผยเตรียมเสนอ 3 แพคเกจช่วยผู้ประกอบการ SMEs เข้า ครม.เศรษฐกิจใน 2 สัปดาห์ พร้อมเดินหน้าตั้งกองทุนใหม่ ใช้เงินเหลือ FIDF หนุนเอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อ
เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จะมีการเสนอแพคเกจช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย หรือ SMEs ซึ่งเป็นเสาหลักที่ 4 ของนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล โดยจะนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ภายใน 2 สัปดาห์ แบ่งเป็น 3 แพคเกจหลัก ได้แก่ แพคเกจที่ 1 ด้านการเงิน สนับสนุนสภาพคล่อง SME ผ่านมาตรการค้ำประกันและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) เพื่อให้เข้าถึงเงินทุนได้มากขึ้น
แพคเกจที่ 2 มาตรการภาษี โดยช่วยให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม โดยปรับมาตรการภาษีศุลกากร จากการจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้า ตั้งแต่ 1 บาทแรก และเร่งคืนภาษีให้ SME โดยส่วนนี้อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของกรมสรรพากร
แพคเกจที่ 3 ส่งเสริมการซื้อสินค้าไทย
ซึ่งจะร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า สมาคมธนาคารไทย และกรมบัญชีกลาง เพื่อสนับสนุนการจัดซื้อสินค้าไทย พร้อมนำสินค้าของผู้ประกอบการขึ้นระบบดิจิทัล เพื่อช่วยให้ได้รับสินเชื่อเร็วขึ้น
นายเอกนิติกล่าวว่า นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังพิจารณานำเงินส่วนที่เหลือจากงบประมาณจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) หลังหักภาระที่ต้องใช้ไปแล้ว มาตั้งเป็นกองทุนค้ำประกันใหม่ เพื่อช่วย SMEs เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ซึ่งผ่อนปรนมากกว่ากลไกการค้ำประกันของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)
“มาตรการนี้จะทำงานคู่ขนานกับ บสย.ในลักษณะท็อปอัพเพื่อเพิ่มศักยภาพการค้ำประกัน ไม่ต้องตั้งองค์กรใหม่ แต่เป็นกองทุนแยกต่างหาก ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาวงเงินและรูปแบบการบริหารจัดการ โดยผู้ว่าการ ธปท.อยู่ระหว่างสรุปตัวเลขและรายละเอียด” นายเอกนิติกล่าว

