พิพัฒน์ ยังไม่ได้ข้อสรุป แก้สัญญาไฮสปีด 3 สนามบิน เล็งชงครม.ชี้ขาด
เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ที่ห้องประชุมราชรถ 1 กระทรวงคมนาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมหารือประเด็นการแก้ไขปัญหาความล่าช้าของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) โดยมีคู่สัญญาระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และ บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด ว่า ทางกระทรวงฯ ได้เชิญผู้ประกอบการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงฝ่ายอัยการสูงสุดเข้าร่วมประชุมเพื่อรับฟังข้อมูลและความเห็นทางกฎหมายเกี่ยวกับข้อเสนอขอแก้ไขสัญญาของภาคเอกชน
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ภาคเอกชน ยืนยันต้องการให้มีการแก้ไขสัญญา โดยให้เหตุผลถึงการได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย เช่น สถานการณ์โควิด-19 และสถานการณ์สงครามในหลายภูมิภาค ซึ่งทำให้ต้นทุนและแผนดำเนินงานเปลี่ยนไป เบื้องต้นทาง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ไม่ได้ขัดข้อง และต้องการให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม กระทรวงคมนาคม มีความกังวลและจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน หากมีการแก้ไขสัญญาเป็นการ ‘ชำระตามเปอร์เซ็นต์งาน’ ตามข้อเสนอของเอกชน ซึ่งอาจส่งผลให้สถานะของโครงการที่ทำสัญญาในรูปแบบ PPP (Public Private Partnership) หรือการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนนั้น ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ดั้งเดิม และ อาจขัดต่อหลักการ PPP
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า โดยส่วนตัวแล้ว ตนไม่เห็นด้วยมาตลอดกับการแก้ไขสัญญามาตั้งแต่ต้น และได้เคยให้สัมภาษณ์ไว้แล้ว แม้ว่าทางอัยการสูงสุดจะไม่ได้ชี้ขาดว่าการแก้ไขนี้ถูกหรือผิด แต่กระทรวงคมนาคมต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน และได้หยิบยก คำแนะนำจากสำนักงานอัยการสูงสุดในการพิจารณาว่า ข้อสัญญาที่ทำไว้แต่แรกนั้นมีการระบุชัดเจนว่า สถานการณ์การแพร่บาดเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือการเกิดปัญหาสงครามต่างๆ ไม่ถือเป็นเหตุผ่อนผันหรือเหตุสุดวิสัยที่สามารถนำมาอ้างเพื่อขอแก้ไขสัญญาได้
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การประชุมวันนี้ถือว่ายังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ยืนยันว่าตนเองไม่ใช่ผู้มีอำนาจชี้ขาดว่าจะแก้สัญญาได้ หรือไม่ ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดคือการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ คณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้ง เพราะการพิจารณาครั้งนี้ยังเกี่ยวข้องกับหลาย กระทรวง เช่น สำนักงบประมาณ และกระทรวงการคลัง ที่จะต้องขอความเห็นชอบร่วมกัน
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตนจะพยายามนำเรื่องนี้เข้า ครม. ให้เร็วที่สุด โดยขั้นตอนต่อไปจะเป็นการที่
สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) สรุปรายละเอียดผลการประชุมและข้อคิดเห็นจากการหารือร่วมกันไป และนำเข้าที่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ให้พิจารณาภายในเดือนนี้ จากนั้นจะนำเรื่องเข้าสู่วาระพิจารณา ครม. พิจารณาเห็นชอบโดยเร็วที่สุด
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เมื่อเรื่องเข้าสู่ ครม. แล้ว หากกรณีที่ ครม. อาจมีมติ ไม่ให้แก้ไขสัญญา ส่วนนี้ ตนก็ต้องเชิญผู้ประกอบการมาหารืออีกครั้งเพื่อหาทางออก และเบื้องต้นตนมีความกังวลว่า หากมีการแก้ไขสัญญา ก็อาจเป็น บรรทัดฐาน ให้โครงการ PPP อื่น ๆ ที่มีปัญหาขอแก้ไขสัญญาตามมาได้ รวมถึงความเสี่ยงที่รัฐจะถูก ฟ้องร้อง จากผู้ประกอบการรายอื่นที่เคยยื่นซองประมูลในครั้งแรกด้วย
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ส่วนแนวทางที่กระทรวงคมนาคมเสนอให้ภาคเอกชนพิจารณา โดยเสนอให้มีการลงทุนในโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมจังหวัดตราด ส่วนนี้ ภาคเอกชนรับฟังข้อเสนอดังกล่าวแต่ยังไม่ได้ออกความคิดเห็นเพิ่มเติมกลับมา

