หน้าแรก เศรษฐกิจ แสงสว่างแห่งแ...

แสงสว่างแห่งแผ่นดิน พระบารมี ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ กับการพัฒนาพลังงานไทย

15.11.25 | 12:40 น.

แสงสว่างแห่งแผ่นดิน
พระบารมี ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’
กับการพัฒนาพลังงานไทย

เมื่อกล่าวถึงพระราชกรณียกิจของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ภาพที่เด่นชัดในใจของปวงชนชาวไทยคือพระเมตตาในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การส่งเสริมศิลปาชีพ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรในถิ่นทุรกันดาร จนทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญานามว่า “แม่แห่งแผ่นดิน” ทว่าในอีกมิติหนึ่งซึ่งอาจไม่ได้ถูกฉายภาพต่อสาธารณะบ่อยนัก คือ พระวิสัยทัศน์อันยาวไกลของพระองค์ยังแผ่ไพศาลครอบคลุมถึง “ความมั่นคงทางพลังงาน” ของชาติ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศในทุกมิติ บทความนี้จะพาท่านย้อนให้ได้ทราบถึง 3 หมุดหมายสำคัญของ การพัฒนาพลังงานไทย ที่ล้วนเชื่อมโยงอยู่กับพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระพันปีหลวง

1.เขื่อนสิริกิติ์: พลังแห่งน้ำ พลังหล่อเลี้ยงชีวิตและเศรษฐกิจไทย

ในยุคแห่งการเร่งรัดพัฒนาประเทศช่วง พ.ศ.2500 การพลังงานแห่งชาติ และกรมชลประทานซึ่งต่อมาได้แตกตัวเป็นการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างแหล่งพลังงานไฟฟ้าขนาดใหญ่ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรในลุ่มน้ำน่าน ซึ่งเป็นสาขาหลักของแม่น้ำเจ้าพระยา และบูรณาการกับการก่อสร้างเขื่อนภูมิพล (โครงการยันฮี) ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่อีกโครงการหนึ่งในห้วงเวลาเดียวกัน โครงการพัฒนาลุ่มน้ำน่านจึงได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายในการสร้างเขื่อนอเนกประสงค์ ณ บริเวณตำบลผาเลือด อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ เดิมเขื่อนนี้มีชื่อว่า “เขื่อนผาซ่อม” ตัวเขื่อนเริ่มดำเนินการก่อสร้างโดยกรมชลประทาน เมื่อปี พ.ศ.2506 และถือเป็น เขื่อนหินแกนดินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย (นับเป็นอ่างเก็บน้ำที่มีความจุมากเป็นอันดับสามของประเทศ รองจากเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนภูมิพล)

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย โดยเฉพาะเกษตรกรและทรัพยากรน้ำ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ 9) ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เชิญพระนามาภิไธยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (พระอิสริยยศในขณะนั้น) มาขนานนามเขื่อนแห่งนี้ว่า “เขื่อนสิริกิติ์” เขื่อนอเนกประสงค์ เขื่อนแห่งนี้ทำหน้าที่สำคัญหลายมิติ เช่น

Advertisement

⦁ ด้าน การผลิตกระแสไฟฟ้า โรงไฟฟ้าพลังน้ำของเขื่อนสิริกิติ์มีกำลังการผลิตรวม 500 เมกะวัตต์ สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าเฉลี่ยปีละ 1,000 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง

⦁ ด้าน การบริหารจัดการน้ำ อ่างเก็บน้ำขนาดยักษ์แห่งนี้ทำหน้าที่กักเก็บน้ำที่ไหลบ่าในฤดูฝน ช่วย บรรเทาอุทกภัย ในพื้นที่ลุ่มน้ำน่านและลุ่มน้ำเจ้าพระยา และในฤดูแล้ง หล่อเลี้ยงพื้นที่เพาะปลูกในทุ่งราบสองฝั่งแม่น้ำน่านและทุ่งเจ้าพระยา

นอกจากประโยชน์หลักด้านพลังงานและชลประทานแล้ว เขื่อนสิริกิติ์ยังสร้างคุณูปการในด้านอื่นๆ ได้แก่ การประมง โดย กฟผ.ได้ปล่อยพันธุ์ปลาน้ำจืดหลายชนิดลงในอ่างเก็บน้ำ จนกลายเป็นแหล่งประมงน้ำจืดขนาดใหญ่ ช่วยเสริมรายได้ให้แก่ราษฎร และ การคมนาคมทางน้ำ ซึ่งช่วยให้การเดินทางทางน้ำบริเวณเหนือเขื่อนไปยังจังหวัดน่านสะดวกสบายและใช้งานได้ตลอดทั้งปี ปัจจุบันเขื่อนสิริกิติ์ยังเป็น สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ โดยเฉพาะ “สวนสุมาลัย” ที่ กฟผ. สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นราชสักการะแด่สมเด็จพระพันปีหลวง

พระนามาภิไธย “สิริกิติ์” ณ เขื่อนแห่งนี้ จึงเป็นดั่งสัญลักษณ์แห่งพระเมตตาที่แปรเปลี่ยนพลังแห่งสายน้ำ ให้กลายเป็นพลังงานหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจ และพลังชีวิตหล่อเลี้ยงเกษตรกรไทย

2.แหล่งน้ำมันสิริกิติ์: กำเนิด “โชติช่วงชัชวาลย์” สู่ความมั่นคงแห่งชาติ

ปี 2524 บริษัท ไทยเชลล์ เอ็กซพลอเรชั่นแอนด์โปรดักชั่น จำกัด (ไทยเชลล์) ได้ค้นพบแหล่งน้ำมันดิบเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกบนแผ่นดินไทย ที่หลุมสำรวจ “ลานกระบือ A-01” ในเขตสัมปทาน S1 อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร ก่อนจะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ได้ใน ปี 2525 การค้นพบครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชาติ ตามที่ปรากฏในบันทึกหลายฉบับว่า “โชติช่วงชัชวาลย์” รัฐบาลในขณะนั้นจึงได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระนามาภิไธย “สิริกิติ์” จากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (พระอิสริยยศในขณะนั้น) เพื่อเป็นชื่อของ แหล่งน้ำมันบนบกแห่งแรกและใหญ่ที่สุดของประเทศ และต่อมาในวันที่ 12 มกราคม 2526 สมเด็จพระนางเจ้าฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงประกอบพิธีเปิด “แหล่งน้ำมันสิริกิติ์” อย่างเป็นทางการ

พระนามาภิไธย “สิริกิติ์” ณ แหล่งน้ำมันแห่งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นสิริมงคล แต่ยังเป็นขวัญกำลังใจและแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่แก่คนทำงานในอุตสาหกรรมพลังงาน จนถึงยุคที่ส่งต่อให้ ปตท.สผ. (บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)) เข้ามาดำเนินการต่อในปี 2546

พระมหากรุณาธิคุณนี้ยังแผ่ไพศาลต่อไป เมื่อมีการจัดตั้ง “ศูนย์นิทรรศการปิยชาตินิทรรศ” เพื่อฉลองครบรอบ 20 ปีการสถาปนาแหล่งน้ำมันสิริกิติ์ ซึ่งสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดฯ สยามบรมราชกุมารี (พระอิสริยยศในขณะนั้น) ทรงพระราชทานนามและเสด็จฯทรงเปิดในปี 2546 ชื่อเสียงของแหล่งน้ำมันสิริกิติ์ยังเป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติ

“แหล่งน้ำมันสิริกิติ์” จึงเป็นมากกว่าแหล่งทรัพยากร คือ สัญลักษณ์แห่งการพึ่งพาตนเองทางพลังงาน ที่เริ่มต้นขึ้นอย่าง “โชติช่วงชัชวาลย์” ภายใต้พระบารมีปกเกล้าฯ

3.“บ้านเล็กในป่าใหญ่” พลังน้ำชุมชน แสงสว่างแห่งการอยู่ร่วมกัน

จากแหล่งพลังงานระดับมหภาค สู่พลังงานระดับชุมชน อีกหนึ่งมิติที่สะท้อนถึงสายพระเนตรอันลึกซึ้งของสมเด็จพระพันปีหลวง คือการทรงเข้าพระทัยใน “พลังงานเพื่อคุณภาพชีวิต” ในระดับชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่ระบบไฟฟ้าหลักเข้าไม่ถึง

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ “บ้านเล็กในป่าใหญ่” คือปรัชญาการพัฒนาที่ล้ำลึกของพระองค์ ที่ทรงต้องการพิสูจน์ให้เห็นว่า “คน” สามารถอยู่ร่วมกับ “ป่า” ได้อย่างเกื้อกูล

ทรงต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรกลุ่มนี้ ไม่ทำลายสมดุลของระบบนิเวศ โครงการ “บ้านเล็กในป่าใหญ่” ในหลายพื้นที่ จึงได้น้อมนำแนวทางการพัฒนาพลังงานทดแทน เช่น ระบบไฟฟ้าพลังน้ำขนาดจิ๋ว และระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อบรรเทาปัญหาของชุมชน โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ได้เข้ามามีส่วนสำคัญในการผลักดันและสนับสนุนโครงการเหล่านี้

จากผืนน้ำ สู่ผืนดิน จรดผืนป่า

จาก “เขื่อนสิริกิติ์” ที่ใช้พลังน้ำมหาศาลเพื่อสร้างความมั่นคงระดับชาติ, สู่ “แหล่งน้ำมันสิริกิติ์” ที่จุดประกายความหวังการพึ่งพาตนเองทางพลังงาน สู่ “พลังน้ำชุมชน” โครงการทั้งสาม แม้จะมีขนาด รูปแบบ และหน่วยงานที่รับผิดชอบต่างกัน (กฟผ., ปตท.สผ., และ พพ.) แต่ทั้งหมดล้วนร้อยเรียงอยู่ภายใต้พระบารมีและพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงเข้าพระทัยอย่างลึกซึ้งว่า “พลังงาน” คือรากฐานของ “ชีวิต” ทั้งในระดับมหภาคของชาติ และในระดับจุลภาคของชุมชนที่อยู่ห่างไกลที่สุด

พระราชทานทั้งพลังแห่งความมั่นคง และพลังแห่งความยั่งยืนไว้คู่แผ่นดินไทยสืบไป