ปธ.สรท.วิตก หวั่นสหรัฐฯเพิ่มเงื่อนไขต่อรองเจรจาภาษี ด้านหอค้าไทย เชื่อยังอยู่ที่ 19%
นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ให้ความเห็นต่อกรณีสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ประกาศระงับการเจรจาด้านอัตราภาษีการค้าทวิภาคีระหว่างไทย-สหรัฐ จนกว่าไทยจะ “กลับมาปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา (Joint Declaration)” ในประเด็นการหยุดยิงและยุติความขัดแย้งชายแดนเหตุการณ์นี้เป็นสัญญาณสำคัญทางเศรษฐกิจ-การค้า และมีผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อผู้ส่งออกไทยอย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้
1. ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ-การค้า
1) โอกาสการเจรจาภาษีใหม่ชะลอตัวหรือหยุดลง
• USTR ระบุชัดว่า “ระงับการเจรจาเพิ่มเติมภายใต้กรอบข้อตกลงอัตราภาษีทวิภาคี”
จนกว่าไทยจะแสดงความมุ่งมั่นปฏิบัติตาม Joint Declaration
• หากการเจรจาล่าช้า ไทยจะเสียโอกาสการได้อัตราภาษีที่เอื้อต่อการแข่งขัน
ทำให้สินค้าไทยอาจเสียเปรียบประเทศคู่แข่งที่มีข้อตกลงการค้ากับสหรัฐก่อน
2) ความไม่แน่นอนด้านการลงทุนและการค้าเพิ่มสูงขึ้น
• นักลงทุนและผู้ส่งออกที่พึ่งพาตลาดสหรัฐ อาจชะลอการตัดสินใจลงทุน
เมื่อเห็นความเสี่ยงด้านนโยบายและความสัมพันธ์ทางการค้า
• ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ที่เชื่อมโยงกับสหรัฐ ทั้งในภาคอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอาหาร
3) ความสามารถแข่งขันของสินค้าส่งออกไทยลดลง
• สหรัฐเป็นตลาดส่งออกหลักของไทย คิดเป็นประมาณ 18% ของการส่งออกทั้งหมด
• หากไม่สามารถเจรจาเพื่อลดหรือปรับปรุงอัตราภาษี
สินค้าไทยอาจเสียความสามารถแข่งขันด้านราคา เมื่อเทียบคู่แข่ง เช่น เวียดนาม เม็กซิโก หรือประเทศที่มี FTA กับสหรัฐ
4) ความเสี่ยงด้านดุลการค้าและแรงกดดันจากสหรัฐ
• สหรัฐเคยกดดันไทยเรื่องดุลการค้าและการเปิดตลาดนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ
• เมื่อการเจรจาติดขัด อาจนำไปสู่แรงกดดันใหม่ เช่น
• การเรียกร้องการเปิดตลาดนำเข้าสินค้าสหรัฐ
• มาตรการตรวจสอบเข้มงวดด้านกฎระเบียบ
• ข้อกังวลเรื่องการส่งผ่านสินค้าหรือ transshipment ในท่าเรือไทย
5) ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ-การค้าระยะยาวถูกชะลอ
• การหยุดเจรจาทำให้โอกาสพัฒนาโครงการร่วมในด้าน
เทคโนโลยี ดิจิทัล โลจิสติกส์ และ supply chain กับบริษัทสหรัฐ ต้องชะลอ
• ส่งผลต่อยุทธศาสตร์ของไทยที่ต้องการยกระดับ value chain หรือดึงดูดการลงทุนใหม่จากสหรัฐ
2. โอกาสและข้อควรระวังสำหรับไทย
โอกาส
• หากรัฐบาลไทยสามารถจัดการประเด็นชายแดนและยืนยันการปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วมกับกัมพูชาจะช่วย “ปลดล็อก” การเจรจาการค้ากับสหรัฐ และอาจเปิดโอกาสให้
• ปรับโครงสร้างภาษี
• เปิดตลาดสินค้าไทยเพิ่ม
• สร้างความร่วมมือด้าน supply chain และเทคโนโลยีขั้นสูง
ข้อควรระวัง
• ความเสี่ยงที่ประเด็นทางการเมือง/ความมั่นคงชายแดน
ส่งผลกระทบต่อการค้าและเศรษฐกิจโดยรวม
• ค่าเสียโอกาสจากการชะลอเจรจาอาจทำให้ไทยเสียตำแหน่งในตลาดสหรัฐ
โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมที่แข่งขันสูง
3. ข้อเสนอเชิงนโยบายจาก สรท.
1. เร่งหารือระดับรัฐบาล-รัฐบาล
เพื่อชี้แจงความคืบหน้าการปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วมให้ USTR เห็นอย่างเป็นรูปธรรม
2. รักษาความเชื่อมั่นนักลงทุนสหรัฐ
ผ่านมาตรการกำกับดูแลที่โปร่งใส และการสื่อสารเชิงรุกจากรัฐบาล
3. จัดทำแผนรองรับผู้ส่งออกไทยในตลาดสหรัฐ เช่น การขยายตลาดทดแทน การใช้ประโยชน์ RCEP/FTAs อื่น
4. ป้องกันความเสี่ยงด้านการตรวจสอบสินค้า เช่น เรื่องแหล่งกำเนิดสินค้า, transshipment และมาตรการแรงงาน
5. ติดตามสถานการณ์ร่วมกับเอกชนอย่างใกล้ชิดโดย สรท.พร้อมทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐเพื่อประเมินผลกระทบและหาแนวทางลดความเสี่ยง
ดังนั้น โดยสรุป กรณี USTR ระงับเจรจาภาษีกับไทยสะท้อนว่านโยบายการค้าระหว่างประเทศไม่แยกออกจากบริบทภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคงสำหรับไทย สิ่งที่ต้องจับตาคือการสูญเสียเวลาและโอกาสทางการค้ากับสหรัฐ ความเสี่ยงที่ความสามารถแข่งขันของสินค้าส่งออกไทยลดลง มีความจำเป็นในการรักษาเสถียรภาพการส่งออกและหาตลาดใหม่ทดแทน การเตรียมแผนรองรับผลกระทบต่อตลาดสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับต้นของไทย
“ สรท.พร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐและเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้ส่งออกไทยสามารถรักษาความสามารถแข่งขันและลดผลกระทบจากสถานการณ์นี้ให้มากที่สุด” นายธนากรกล่าว
ด้านนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หอค้าไทยและภาคเอกชนกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และรอความชัดเจนรอบด้าน และยังเชื่อว่ายังอยู่ในฐานไทยเจอภาษีนำเข้าสินค้าไทยไปสหรัฐ 19% เหมือนอยู่ระหว่างการเจรจาลงในรายละเอียดอย่างที่ได้เจรจาไว้แล้ว

