บทเรียน ‘สมาร์ทซิตี้’ เมื่อคนสำคัญกว่าเทคโนโลยี

17.11.25 | 12:31 น.

ช้าวันหนึ่งในเมืองเซินเจิ้น ผมออกไปวิ่งบนถนนที่ยังเงียบสงบ เมื่อถึงทางม้าลาย สัญญาณไฟเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเขียวให้ผมข้ามถนนได้ทันทีทั้งที่ไม่มีปุ่มให้กด แต่เพราะระบบจราจรรับรู้ว่ามีคนต้องการข้ามถนน และขณะนั้นไม่มีรถยนต์สัญจรอยู่ ช่วงเวลานั้นเองที่ทำให้ผมเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ทำไมเซินเจิ้นถึงได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งเทคโนโลยี นวัตกรรมและความทันสมัย ก็เพราะเมืองที่ฉลาดที่สุดอาจไม่ใช่เมืองที่ถูกประดับตกแต่งด้วยเทคโนโลยีอย่างฉูดฉาด แต่คือเมืองที่ใช้เทคโนโลยีควบคุมระบบ ให้สามารถทำงานได้ดีอยู่เงียบๆ จนเราแทบจะไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของมัน 

การเดินทางไปเซินเจิ้นครั้งนี้ ผมและเพื่อนๆ จากหลักสูตรวิทยาการตลาดทุน รุ่น 34 ได้รับเชิญจากเพื่อนร่วมรุ่น 2 คน ซึ่งเป็นผู้บริหารของกลุ่มธุรกิจคลาวด์ ของหัวเว่ย ประเทศไทย และผู้บริหารของทรู คอร์ปอเรชั่น ให้ไปศึกษาระบบสมาร์ทซิตี้ที่ศูนย์ปฏิบัติการของเขตฝูเถียน (Futain) และเขตหลงกัง (Longgang) รวมถึงสำนักงานใหญ่ของหัวเว่ยที่เซินเจิ้น โดยก่อนออกเดินทางผมได้ตั้งโจทย์ให้กับตัวเอง และตั้งใจจะมาหาคำตอบว่า “ความสมาร์ทของเมือง หรือความอัจฉริยะขององค์กร เริ่มต้นจากอะไร?”

เมื่อเดินทางไปถึงเขตหลงกัง สิ่งแรกที่ทำให้ผมตะลึงคือจอภาพขนาดใหญ่ในศูนย์ปฏิบัติการ ที่กำลังฉายภาพของเมืองทั้งเมืองในรูปแบบสามมิติ และเมื่อเจ้าหน้าที่คลิกเพียงไม่กี่ครั้ง มุมมองของเมืองที่ปรากฏอยู่บนจอขนาดใหญ่กว่าจอภาพยนตร์ก็เปลี่ยนไป เราสามารถซูมเข้าไปจนเห็นแผนผังในแต่ละชั้นของอาคาร หรือซูมลงใต้ดินเพื่อดูภาพของท่อน้ำ ท่อก๊าซ หรือสายไฟทั้งหมดได้ในแบบเรียลไทม์ ซึ่งคุณสมบัตินี้ช่วยให้เจ้าหน้าที่เห็นภาพรวมและรายละเอียดของเมืองในเวลาเดียวกัน ช่วยให้การดูแลบริหารจัดการ และการตัดสินใจแก้ปัญหาเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและโปร่งใส โดยอาจกล่าวได้ว่า ภาพที่เรามองอยู่บนจอคือ “Digital Twin” หรือโลกดิจิทัลที่สะท้อนโลกจริงอย่างสมบูรณ์ 

Advertisement

อีกตัวอย่างที่พิสูจน์ให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการนำเทคโนโลยีมาใช้บริหารจัดการภายในเมือง คือการนำระบบ AI มาใช้กับระบบการจัดการตรวจเฝ้าระวังในเขตฝูเถียน โดยระบบจะส่งข้อมูลปัญหาที่ตรวจพบ ไม่ว่าจะเป็นท่อน้ำรั่ว ไฟฟ้าขัดข้อง หรือแม้แต่ขยะล้นถัง ผ่านกล้องกว่า 250,000 ตัว ไปยังศูนย์ปฏิบัติการเพื่อมอบหมายเจ้าหน้าที่ที่อยู่ใกล้ที่สุดให้ไปดำเนินการแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วภายใน 10 นาที เพื่อความพึงพอใจสูงสุดของชุมชน โดยผลการประเมินจากประชาชนยังถูกใช้เป็นเกณฑ์ในการเลื่อนตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ด้วย

และนี่คือจุดที่เทคโนโลยีเชื่อมกับมนุษย์โดยตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างสมบูรณ์ เพราะระบบที่มีคุณภาพจะก่อให้เกิดความรับผิดชอบและการตอบสนองจับต้องหรือวัดค่าได้

แนวคิดนี้ไม่ได้มีอยู่แค่ในเซินเจิ้น แต่ถูกนำมาใช้ในการพัฒนาระบบในเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก อาทิ ในเมืองหางโจวมีการนำ AI มาใช้ควบคุมระบบจราจร ซึ่งช่วยบรรเทาปัญหาจราจรติดขัด ช่วยให้ความเร็วเฉลี่ยของการจราจรบนท้องถนนเพิ่มขึ้นกว่า 15% ในขณะที่นครบาร์เซโลนาเมืองอัจฉริยะของยุโรป ได้พัฒนาระบบการจัดเก็บ เชื่อมโยงและประเมินผลข้อมูลด้านต่างๆ มาวิเคราะห์เพื่อให้การบริหารจัดการเมืองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพส่งผลให้ประหยัดค่าน้ำได้กว่า 58 ล้านดอลลาร์ต่อปี สำหรับสมาร์ทซิตี้แห่งเอเชียอย่างสิงคโปร์ เลือกการออกแบบบริการของภาครัฐให้สอดคล้องกับทุกช่วงชีวิตของประชาชน ด้วยการรวบรวมทุกบริการที่จำเป็นบนแอพพลิเคชั่น LifeSG 

เมืองอัจฉริยะเหล่านี้มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือพวกเขาไม่ได้เริ่มจากการซื้อเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุด แต่เริ่มจากการออกแบบ “สถาปัตยกรรมของความคิด” ว่าเมืองหรือองค์กรต้องการแก้ปัญหาอะไร และข้อมูลจะถูกเชื่อมโยงอย่างไรให้เกิดคุณค่าจริง

การเยือนสำนักงานใหญ่ของหัวเว่ย ทำให้ผมทราบอีกว่า หัวเว่ยก่อตั้งขึ้นในปี 1989 โดยวิศวกรชื่อ เหริน เจิ้งเฟย ปัจจุบันมีพนักงานกว่า 210,000 คนทั่วโลก กว่าครึ่งหนึ่งของพนักงานอยู่ในสายวิจัยและพัฒนา บริษัทลงทุนด้าน R&D ไม่น้อยกว่า 10% ของรายได้ต่อปีมาอย่างต่อเนื่อง และมีบุคลากรระดับปริญญาเอกกว่า 10,000 คน แต่ถึงแม้ว่าหัวเว่ยจะให้ความสำคัญกับ R&D มากแค่ไหน การวิจัยในห้องทดลองเพียงอย่างเดียวก็ไม่สามารถสร้างเทคโนโลยีที่ดีพร้อมได้ หากแต่ยังต้องอาศัยวัฒนธรรมองค์กร ความมีวินัยและจุดยืนที่ชัดเจนอีกด้วย

วัฒนธรรมองค์กรของหัวเว่ยเข้มแข็งราวกับวินัยของกองทัพ ในทุกปีผู้บริหารจากสาขาทั่วโลกต้องเข้าร่วมพิธีสาบานตนในสามหลักการสำคัญ อันได้แก่ Loyalty, Innovation, Transformation และนี่ไม่ใช่แค่พิธีเชิงสัญลักษณ์ แต่คือการย้ำเตือนว่า “ความมุ่งมั่นต่อพันธกิจ” ต้องอยู่ร่วมกับ “ความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง”

ชื่อ “หัวเว่ย” เองมาจากคำว่า “จงหัว” (จีน) และ “เว่ย” (เพื่อ) รวมความหมายได้ว่า “เพื่อจีน” ซึ่งในมุมมองของผม มันคือสัญลักษณ์ขององค์กรที่อยู่เพื่อบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง – องค์กรที่มี purpose ชัดเจน และสร้างสมดุลระหว่างรากวัฒนธรรมกับพลังแห่งนวัตกรรมอย่างงดงาม

หลังจากการศึกษาดูงาน ผมคิดไปถึงคำถามที่ได้เคยตั้งไว้ว่า “ความสมาร์ทของเมือง เริ่มต้นจากอะไร” แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากแต่เกิดจากการวางรากฐานที่แข็งแกร่งขององค์กรที่อยู่เบื้องหลัง แล้วหากจะคิดกันให้ลึกซึ้งขึ้นไปอีกว่า “ความอัจฉริยะขององค์กร เริ่มต้นจากอะไร” จากประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้ผมได้คำตอบว่า ความสมาร์ทของเมือง หรือความอัจฉริยะขององค์กร ไม่ได้วัดกันแค่เทคโนโลยี แต่เริ่มต้นจาก “วินัย ระบบ และคน” ที่ถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง

เมื่อกลับมาคิดถึงบ้านเรา ผมอดถามตัวเองไม่ได้ว่า องค์กรไทยพร้อมหรือยังที่จะเห็นภาพรวมของตัวเองในแบบสามมิติ เหมือนที่เซินเจิ้นทำได้ เรามีข้อมูลมากมาย แต่ข้อมูลเหล่านั้นเชื่อมต่อกันได้จริงหรือไม่? เรากำลังสร้างระบบที่ตอบโจทย์ประชาชนและลูกค้าอย่างแท้จริง หรือเพียงแค่ซื้อเทคโนโลยีมาติดตั้ง?

สำหรับภาคเอกชน ผมเห็นช่องว่างสำคัญสามประการดังนี้

1.ข้อมูล หลายองค์กรมีข้อมูลอยู่ในหลายระบบที่ไม่เชื่อมต่อกัน ก่อนพูดถึง Digital Twin หรือ AI เราอาจต้องเริ่มจากการทำ “แผนที่ข้อมูล” เพื่อรู้ว่าข้อมูลใดอยู่ที่ไหน และเชื่อมกันได้หรือไม่  

2.วัฒนธรรม เทคโนโลยีใหม่ต้องการวิธีคิดใหม่แต่เรามักนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้กับวิธีทำงานแบบเดิม แล้วสงสัยว่าทำไมไม่ได้ผล การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลจึงไม่ใช่เรื่องไอที แต่คือเรื่องของ “วัฒนธรรมองค์กร” ที่ต้องเริ่มจากผู้นำ

3.ความไว้วางใจ ระบบที่ดีไม่ได้มาจากการควบคุมเพียงอย่างเดียว แต่จากความเชื่อมั่นว่าข้อมูลจะถูกใช้อย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ เหมือนที่เซินเจิ้นใช้ความพึงพอใจของประชาชนเป็นตัวชี้วัดผลงานเจ้าหน้าที่

เช้าวันนั้นในเซินเจิ้น ไฟถนนสว่างพอดี เมืองเงียบสงบ สัญญาณไฟเปลี่ยนให้ผมข้ามถนนได้โดยไม่ต้องรอ ไม่ต้องเร่งรีบ ทุกอย่างเป็นไปอย่างปลอดภัย ต่อเนื่อง และมั่นคง นั่นคือคำนิยามของ “ความสมาร์ท” ที่แท้จริง ไม่ใช่เทคโนโลยีที่ตามกระแส 

องค์กรก็เช่นกัน หากเราสร้างระบบที่ดีพอให้ทุกอย่างเดินไปได้เองโดยไม่ต้องพึ่ง “ฮีโร่” คนใดคนหนึ่ง นั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของความยั่งยืนที่แท้จริง

บทเรียนจากเซินเจิ้นไม่ได้สอนให้เราออกไปซื้อเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่สอนให้เรากลับมาออกแบบ “ระบบความคิด” ขององค์กรอีกครั้ง เพราะผลลัพธ์ของมันอาจจะยังไม่ปรากฏในกราฟของไตรมาสหน้า แต่จะปรากฏในความสามารถในการแข่งขันขององค์กรในทศวรรษหน้า

สุดท้าย ความยิ่งใหญ่ขององค์กรไม่ได้วัดจากสิ่งที่มองเห็น แต่วัดจากสิ่งที่ “ทำงานได้ดีแม้ไม่มีใครเห็น” เหมือนเมืองเซินเจิ้นในยามเช้าที่ทั้งสว่าง สงบ และมั่นคงในเวลาเดียวกัน