Asian Tigers ไม่เวิร์กแล้ว! สันติธารชี้ 7 ข้อคิดโลกาภิวัตน์และโอกาสไทย

17.11.25 | 09:46 น.

Asian Tigers ไม่เวิร์กแล้ว! สันติธารชี้ 7 ข้อคิดโลกาภิวัตน์และโอกาสไทย

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ดร.สันติธาร เสถียรไทย นักยุทธศาสตร์แห่งอนาคต อดีตผู้บริหารบริษัทเทคฯและภาคการเงินระดับโลก โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก สันติธาร เสถียรไทย – Dr Santitarn Sathirathai ระบุข้อความ ดังนี้

” หลังจากห่างหายไปกว่า 15 ปี ผมได้กลับไปที่ Harvard Kennedy School อีกครั้ง เพื่อบรรยายให้กับนักศึกษา ภาพแรกที่เห็นทำให้ผมแทบไม่เชื่อสายตา ตึกใหม่ใหญ่โตงดงาม สร้างครอบซ้อนทับตึกเก่า ที่ผมคุ้นเคยจนแทบจำไม่ได้ แต่พอกำลังจะเข้าไปข้างใน ผมสังเกตว่าอีกสิ่งที่เปลี่ยนไปมาก คือ “ทางเข้าออก”

อาคารที่ครั้งหนึ่งเคยมีหลายประตู เดินทะลุจากฟากหนึ่งไปอีกฟากหนึ่งได้ง่าย เต็มไปด้วยพลังการเคลื่อนไหวของนักศึกษาจากทั่วโลก วันนี้เหลือเพียงประตูเดียวที่จะเข้าได้ แถมต้องตรวจไอดีทุกครั้ง และเมื่อเดินเข้าไปข้างในพบว่าเส้นทางต่างๆ ซับซ้อนกว่าเดิมมาก
นักศึกษาปัจจุบันเล่าให้ผมฟังอย่างติดตลกว่า “เรียนมาหนึ่งเทอมแล้วทุกคนก็ยังหลงทางบ่อยเลยครับ”
แต่ถึงเส้นทางจะซับซ้อนขึ้น พลังของของคอมมูนิตี้ข้างในไม่แพ้เก่าแน่นอน วงสนทนาอย่างเข้มข้นนักศึกษา-อาจารย์จากทั่วโลก เต็มไปด้วยความคิด ความใฝ่รู้ และความพยายามหาคำตอบให้โจทย์โลกที่เปลี่ยนโฉมไปเรื่อย ๆ แถมมีนักเรียนจากประเทศไทยและอาเซียนมากขึ้นกว่าสมัยผมอีกมาก ที่เล่ามาทั้งหมดนี้เพราะผมได้ค้นพบว่า
“ภาพของตึกเรียน” ที่ว่านี้ก็คือภาพเดียวกันของ “โลกาภิวัตน์ใหม่” ที่รอเราอยู่นั่นเอง ทั้งความโมเดิร์น, ความซับซ้อน, การที่ประตูเก่าได้ปิดลง และพลังของคอมมูนิตี้ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น

7 ข้อคิดที่ได้เกี่ยวกับอนาคตโลกาภิวัตน์

จากการได้พูดคุยกว่า 50 ผู้นำใน 5 สัปดาห์ในโครงการ Eisenhower Fellowship ผมขอสรุปข้อคิดที่เกี่ยวกับโลกาภิวัตน์ที่น่าเป็นประโยชน์กับประเทศไทยไว้เตือนตนเอง

1. Security-first: ความมั่นคงกลายเป็นตัวตั้งของทุกนโยบาย

เรื่องของ“เศรษฐกิจ–เทคโนโลยี–ความมั่นคง” จะแยกออกจากกันแทบไม่ได้ในทุกๆมิติ เรื่อง Rare earth ที่เป็นประเด็นร้อน มีคน”กระซิบ”ให้ฟังว่า แม้จะสำคัญสำหรับสหรัฐฯมาทุกยุคแต่ตอนนี้โฟกัสเปลี่ยนไป จากที่เคยเป็นเรื่องพลังงานสีเขียว ตอนนี้จุดโฟกัสกลับขยับไปสู่แร่ที่ใช้ในระบบป้องกันประเทศและ AI โดยตรง ทำให้แร่ธาตุที่เป็นหัวใจเปลี่ยนไปเป็นพวก gallium, germanium, graphite, rare earth สำหรับ radar และชิปความปลอดภัย

2. สถาบันระหว่างประเทศที่เคยเป็นหลักของโลกเสรี…ทรุดเร็วกว่าใครคาด
ปรมาจารย์ด้านโลกาภิวัตน์ทั้งสายรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ – Francis Fukuyama และ Dani Rodrik พูดตรงกันว่า แม้พวกเขาจะคาดไว้แล้วว่า หลายสถาบันที่เป็นเสาหลักของโลกเสรีจะเสื่อมบทบาทลงในยุคนี้
แต่ทั้งหมดเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิดไว้มากๆ ทำให้คิดว่าต่อให้ต่อไปเป็นรัฐบาลใหม่ในอนาคต “โครงสร้างการค้าโลก” ก็คงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

3. โมเดลเติบโตด้วยอุตสาหกรรมแบบเสือแห่งเอเชียที่คุ้นกัน…ทำได้ยากแล้ว

Advertisement

ต่อเนื่องจากข้างบน เมื่อตลาดสหรัฐที่ปิดมากขึ้น บวกกับขีดความสามารถด้านการผลิตของจีน ที่เหนือกว่าใครๆในแทบทุกมิติ ทำให้การเติบโตด้วยอุตสาหกรรมแบบ “Asian Tigers”จะเป็นสูตรที่ใช้ไม่ได้แล้ว เพราะแข่งการผลิตกับจีนบนสนามเดิม = โอกาสชนะต่ำมาก ในทางกลับกันนี่อาจเป็นโอกาสสำหรับ อุตสาหกรรมที่ใช้ input ที่ถูกลงจากจีน

4. Green transition โอกาสมาถึง…เร็วกว่าที่คาด

หลายคนพูดถึงโอกาสด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาด—from solar to storage ที่ราคาลดฮวบเพราะการผลิตล้นของจีน ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่ง มีโอกาสลงทุนในพลังงานสะอาดได้ในต้นทุนที่ “คุ้มค่า” ใครฉวยโอกาสขับเคลื่อนเปลี่ยนผ่านสู่พลังสะอาดได้เร็ว เชื่อมโยงกับความต้องการพลังงานของ AI ที่เพิ่มขึ้น อาจยิ่งได้เปรียบ

5. โมเดลบริการยุคใหม่: เติบโตช้ากว่าโรงงาน แต่กระจายโอกาสได้มากกว่า

ในยุคที่ให้ภาคอุตสาหกรรม “แบก” growth เต็มๆไม่ได้ต้อง “ปลดล็อกภาคบริการ” ศาสตราจารย์ Rodrik เพิ่งออกหนังสือใหม่ (Shared Prosperity in Fractured World) ที่ชี้ให้เห็นว่า ต่อไปตัววัดความสำเร็จของการพัฒนาเศรษฐกิจจะไม่ใช่แค่สร้าง GDP เหมือนยุคก่อน แต่จะเน้นการสร้าง “งานดี” หรือ Good jobs ภาคบริการสามารถจะเป็น “เครื่องยนต์การเติบโตแบบใหม่”

ที่ต้องทำใจว่าจะไม่โตเร็วเท่าภาคผลิตแต่กระจายงานได้ดีขึ้น จุดอ่อนของโมเดลนี้แต่เดิมคือผลิตภาพของภาคบริการยังต่ำ ดังนั้นจึงต้อง “ยกระดับด้วยเทคโนโลยี” เช่น Digital และ AI ที่ได้เริ่มพลิกโฉม การค้าปลีกและการขนส่งในหลายประเทศแล้ว แต่ทั้งนี้บทบาทของรัฐสำคัญ ในการออกแบบกลยุทธ์การใช้ AI ในภาคบริการแบบ “เสริมคน” (Augmentation) ไม่ใช่แทนคน (Automation) หลายคนที่ผมเจอมองตรงกันว่าสำหรับประเทศไทยการใช้เทคโนโลยีในอุตสาหกรรม Longevity สุขภาพ การศึกษา และ Care economy จะเป็นโอกาสสำคัญมากในยุคสังคมสูงวัย

6. การเคลื่อนย้ายคนเก่งกลับเอเชีย: หน้าต่างโอกาสที่ต้องคว้าให้ทัน

เมื่อเทคโนโลยีและนวัตกรรมคือ “หัวใจ” โจทย์สำคัญคือ การหา “คนเก่ง” “โชคดี” คือ หัวกะทิจำนวนไม่น้อยกำลังคิดถึงการกลับเอเชียในภาวะภูมิรัฐศาสตร์แบบนี้ แต่โจทย์คือมีงานดีๆให้ทำไหม?

นี่คือธีมที่ได้จากการไปคุยกับนักเรียนไทยใน 6 มหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐ (Harvard, MIT, Stanford, Columbia, Princeton, UPenn/Wharton) เช่นกัน : อยากกลับบ้าน แต่ต้องการงานที่ใช้ศักยภาพเต็มที่ ไม่ใช่งานที่ “ลดเลเวล” จากสิ่งที่ตัวเองทำได้ จน “หมดไฟ”

7. โมเดลใหม่ต้องทำนโยบาย Agile และ Bottom upแบบ Startup

จะทำทั้งหมดนี้ได้ รัฐต้องเปลี่ยนบทบาทและ mindset ไม่ใช่คุณพ่อรู้ดีเลือกอุตสาหกรรม ใช้นโยบายแบบ Top down โดนคิดเอาเอง แต่ก็ไม่เอาแต่ปล่อยมือหมดให้ตลาดทำหมด ควรต้องเน้น ทดลอง–ประเมิน–ขยายผล mindset เหมือน “สตาร์ทอัพ” ซึ่งบางครั้งสิ่งนี้อาจเกิดจากระดับเมือง-จังหวัดก่อน นี่คือสิ่งที่จีนทำมานานแล้วกับนโยบายระดับมณฑล และไปคราวนี้ก็ได้เห็นสหรัฐทำในระดับรัฐและเมือง รัฐใต้ของสหรัฐ—Miami, Texas, Arizona ที่ปกติเราไม่ได้สนใจ กลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่หลังโควิด เพราะ คิดเร็ว ขยับเร็ว ปรับกฎกติกาดึงดูดธุรกิจและคนเก่งได้ดี
ที่น่าสนใจคือ หนึ่งใน Eisenhower Fellows จากสิงคโปร์ที่ไปด้วยกัน ใช้เวลาทั้งหมดที่สหรัฐฯในการไปค้นหาว่าจะเชื่อมการค้ากับ “รัฐ” ต่างๆในสหรัฐ ได้ยังไงแทนที่จะคุยแค่ระดับรัฐบาลกลาง สรุป แม้ในระเบียบโลกใหม่ประตูบางบานจะปิดไป…แต่ยังมี “ประตูใหม่” ที่ไทยเปิดได้

✓ ใช้ AI ยกระดับผลิตภาพภาคบริการ โดยเฉพาะ Longevity Economy ที่เป็นโอกาสสำคัญสำหรับทั้งคนในประเทศและลูกค้าต่างประเทศ

✓ ใช้สินค้าที่ถูกลงจากปัญหา oversupply มาเป็นวัตถุดิบลดต้นทุน

✓ ใช้ราคาพลังงานสะอาดที่ถูกลง ขับเคลื่อนสู่ green economy

✓ ใช้โอกาสภูมิรัฐศาสตร์ ดึงคนเก่งกลับไทยและอาเซียน

✓ ใช้จังหวะที่ระดับมลรัฐในอเมริกาเริ่มมีบทบาทมากขึ้นคิดถึงกลยุทธ์เจาะราย state (และแนวคิดนี้ใช้กับประเทศใหญ่อื่นๆเช่น จีน อินเดียด้วย)

✓ ใช้โมเดล Agile State เปิดโอกาสให้ระดับจังหวัด-ท้องถิ่นช่วยคิด

นโยบายที่เหมาะกับพื้นที่ตนเอง แม้จะไม่ง่าย แต่ยิ่งประตูเก่าปิดลง… เรายิ่งต้องหาประตูบานใหม่ กล้าเดินเข้าไปแล้วลองผลักดู โดยเริ่มจากยอมรับว่าโลกเก่ามันอาจไม่กลับมาแล้ว เปิดใจ เรียนรู้สิ่งใหม่ ทิ้งสมมติฐานเก่าๆ และหาทางเชื่อมต่อกับโลกให้มากกว่าเดิม ไม่ใช่น้อยลง”