หน้าแรก เศรษฐกิจ สศช.คาด จีดีพ...

สศช.คาด จีดีพีปี’68 ขยายตัว 2% หลังQ3 โตแผ่วแค่ 1.2% หวั่นเอฟเฟ็กต์ภาษีทรัมป์ฉุดGDP ปี’69 โต 1.7%

17.11.25 | 14:08 น.

สศช.คาด จีดีพีปี’68 ขยายตัว 2% หลังQ3 โตแผ่วแค่ 1.2% หวั่นเอฟเฟ็กต์ภาษีทรัมป์ฉุดGDP ปี’69 โต 1.7% เปิด 7ปัจจัยขับเคลื่อนศก.ปีหน้า

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน น.ส.อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ แถลงรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 และแนวโน้มปี 2568-2569 ว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ปีนี้ขยายตัวที่ 1.2% ชะลอลงจากไตรมาสก่อนที่ขยายตัวได้ 2.8% หรือลดลง 0.6% เมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส โดยการส่งออกขยายตัวที่ 11.5% ชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัว 15% เริ่มเห็นสัญญาณผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐ ซึ่งในช่วง 9 เดือนแรกการส่งออกขยายตัวได้ 13.8% ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 0.4% และอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 59.65

“เดิมคาดว่าส่งออกจะหดหายเยอะ แต่เนื่องจากการค้าโลกยังขยายตัวดีกว่าคาด การส่งออกจึงยังไม่ชะลอมากนัก ทั้งนี้ 9 เดือนแรกเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 2.4% ซึ่ง สศช.คาดว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะขยายตัวได้ที่ 2% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 1.8-2.3% ชะลอตัวจากการขยายตัว 2.5% ในปี 2567 ”น.ส.อ้อนฟ้ากล่าว

น.ส.อ้อนฟ้า กล่าวว่า ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวได้ 1.2-2.2% ต่อปี โดยมีค่ากลางการประมาณการที่ 1.7% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน แรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐบาล การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการเพิ่มขึ้นของผลผลิตทางการเกษตร อย่างไรก็ดีในปีหน้าการขยายตัวของเศรษฐกิจยังมีข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวังคือมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐเป็นของจริง จะส่งผลกระทบในปีหน้ามากขึ้น โดยสินค้าของไทยจะถูกกระทบถึง 82% มากกว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ ขณะเดียวกันการส่งออกของไทยยังมีความเสี่ยงถูกสวมสิทธิเพิ่มขึ้น ซึ่งต้องหามาตรการรับมือต่อไป

“ยังมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวด้วย ส่วนความเสี่ยงในประเทศยังเป็นเรื่องภาระหนี้ภาคเอกชนที่อยู่ระดับสูง โดยเฉพาะหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รวมถึบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้ง”น.ส.อ้อนฟ้ากล่าว

Advertisement

น.ส.อ้อนฟ้ากล่าวว่า การบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในช่วงที่เหลือของปี 2568 และปี 2569 ควรให้ความสำคัญกับ 7 ประเด็น ได้แก่ 1.การเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อรักษาแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ เช่น เบิกจ่ายงบลงทุนปีงบ 2568 ให้ไม่ต่ำกว่า 75% เร่งรัดดำเนินการตามมาตรการกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจที่อนุมัติไปแล้ว และเร่งรัดกระบวนการจัดทำร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปีงบประมาณ 2570 เพื่อให้เบิกจ่ายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยไม่มีล่าช้า

2.การเร่งรัดการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาความปลอดภัยและการหลอกลวงนักท่องเที่ยว รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง 3.การดูแลภาคการเกษตร 4.การขับเคลื่อนภาคการส่งออก เช่น ลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ เร่งกระบวนการเจรจานำไปสู่ข้อตกลง การขยายตลาดใหม่

น.ส.อ้อนฟ้ากล่าวว่า 5.การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน เช่น การเร่งรัดนักลงทุนที่ได้รับอนุมัติและออกบัตรส่งเสริมการลงทุนให้เกิดการลงทุนจริง 6.การแก้ไขปัญหาด้านการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน เช่น เร่งประชาสัมพันธ์ให้ลูกหนี้รายย่อยที่มีภาระหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้เข้ารับการปรับโครงสร้างหนี้และปิดจบหนี้ตามมาตรการปิหนี้ไว ไปต่อได้ และ7.การรักษาบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการเมืองในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้ง