หน้าแรก เศรษฐกิจ เศรษฐกิจชายแด...

เศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชา กระอักเลือด แค่ครึ่งปีเสียหายแล้วแสนล้านบาท

17.11.25 | 16:30 น.

เศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชา กระอักเลือด แค่ครึ่งปีเสียหายแล้วแสนล้านบาท

ตามข้อมูลกระทรวงพาณิชย์ ในแง่การค้าชายแดนระหว่างประเทศไทย กับ ประเทศกัมพูชา ก่อนเกิดสถานการณ์ความขัดแย้ง การค้าระหว่างกันสองประเทศในช่วงเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2568 จะมีมูลค่ารวมประมาณ 16,000 ล้านบาทต่อเดือน จนเมื่อเกิดเหตุการณ์ปะทะและเริ่มทยอยปิดด่านชั่วคราว มูลค่าการค้าระหว่างกันเริ่มลดลงมาอยู่ที่ 10,907 ล้านบาทในเดือนมิถุนายน 2568 จากนั้นก็ลดลงอย่างรวดเร็ว เหลือ 376 ล้านบาท 10 ล้านบาท และ 11 ล้านบาท ในเดือนกรกฎาคม สิงหาคม และ กันยายน ตามลำดับ ซึ่งตัวเลข 11 ล้านบาท เป็นตัวเลขกัมพูชานำเข้าสินค้าฝ่ายเดียว โดยที่ไทยไม่มีการนำเข้าแต่อย่างไร

ทั้งนี้ กรมการค้าต่างประเทศ ได้แถลงตัวเลขการค้าชายแดน ล่าสุดเดือนกันยายน 2568 ของประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย สปป.ลาว เมียนมา และกัมพูชา มีมูลค่ารวม 60,079 ล้านบาท ติดลบ 22.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดือนกันปีก่อน โดยแยกเป็นไทยส่งออก 35,590 ล้านบาท ติดลบ 23.6% ไทยนำเข้า 24,488 ล้านบาท ติดลบ 20.0% และไทยได้ดุลการค้า 11,102 ล้านบาท

แยกเป็นรายประเทศ การค้าชายแดนไทยกับมาเลเซีย มีมูลค่าสูงสุด 26,714 ล้านบาท เพิ่ม 4.7% รองลงมา คือ สปป.ลาว 23,952 ล้านบาท เพิ่ม 8.8% เมียนมา 9,401 ล้านบาท ติดลย 40% ขณะที่กัมพูชาเหลือ 11 ล้านบาท และติดลบหนัก 99.9% สำหรับสินค้าส่งออกตามชายแดนของไทยที่สำคัญๆในเดือนกันยาย 2568 ได้แก่ น้ำมันดีเซล 2,205 ล้านบาท น้ำยางข้น 1,074 ล้านบาท และน้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ 1,072 ล้านบาท ซึ่งก็เป็นหมวดสินค้าที่ไม่ได้แตกต่างจากที่ผ่านมา

ดังนั้น ภาพรวม 9 เดือนแรกปี 2568 การค้าชายแดนไทยกับ 4 ประเทศที่มีดินแดนติดกัน มีมูลค่ารวม 696,298 ล้านบาท ติดลบ 5.6% แยกเป็นไทยส่งออก 413,492 ล้านบาท ติดลบ 8.4% ไทยนำเข้า 282,806 ล้านบาท ติดลบ 1 %

Advertisement

โดยแต่เดิมก่อนเกิดเหตุปะทะ มูลค่าการค้ากับกัมพูชา มีสัดส่วน 18.8% ของการค้าชายแดนรวมของประเทศไทย โดยอัตราการเติบโตของการค้าชายแดนไทย – กัมพูชา ช่วง 3 ปีย้อนหลัง หรือระหว่างปี 2565 – 2567 ส่วนใหญ่ขยายตัวบวก โดยปี 2567 เทียบปี 2566 บวก 7.9% ปี 2566เทียบปี 2565 ติดลบ 18.1% และ ปี 2565 เทียบปี 2564 บวก 16.7% ทำให้ไทยได้ดุลการค้าชายแดนกับกัมพูชามาโดยตลอด และช่วง 3 ปี ช่วง 2565 – 2567 ไทยจึงได้ดุลการค้าชายแดนเฉลี่ย 113,597 ล้านบาทต่อปี

ณ ปัจจุบัน จากสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ทำให้มีการปิดจุดผ่านแดนทั้ง 18 แห่ง ใน 7 จังหวัด คือ ตราด จันทบุรี สระแก้ว บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี โดยที่การค้าระหว่างไทย – กัมพูชา ผ่านช่องทางขนส่งทางเรือและทางอากาศ ยังคงดำเนินธุรกรรมได้ตามปกติ และกัมพูชาห้ามนำเข้าสินค้าจากไทย 4 ประเภท ได้แก่ น้ำมัน, แก๊ส, ผัก และผลไม้ ตามประกาศกรมศุลกากรกัมพูชา ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2568

ในแง่ด้านการลงทุนไทยในกัมพูชา โดยกรมพัฒนาธุกิจการค้า ที่อ้างอิงข้อมูล Council for the Development of Cambodia (CDC) และ จากการสอบถามผู้ประกอบการไทยในกัมพูชา รายงานว่า การลงทุนสัญชาติกัมพูชาเข้ามาร่วมลงทุนในประเทศไทย ข้อมูล ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2568 มีนิติบุคคลที่มีสัญชาติกัมพูชาร่วมลงทุนในประเทศไทย 678 ราย มูลค่าการลงทุน 3,909.53 ล้านบาท โดยประเภทธุรกิจที่มีการลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.การซื้อและการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นของตนเองที่ไม่ใช่ เพื่อเป็นที่พักอาศัย 40 ราย มูลค่าลงทุน 1,288.96 ล้านบาท. 2.กิจกรรมให้คำปรึกษาด้านการบริหารจัดการอื่นๆ 11 ราย มูลค่า 584.63 ล้านบาท 3.การซื้อและการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นของตนเอง เพื่อการพักอาศัย 17 ราย มูลค่า 357.14 ล้านบาท 4.การผลิตผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ 1 ราย มูลค่า 350 ล้านบาท 5.การก่อสร้างอาคารที่ไม่ใช่ที่พักอาศัย 48 ราย มูลค่า 110.81 ล้านบาท

ทั้งนี้ การลงทุนสัญชาติไทยไปร่วมลงทุนในประเทศกัมพูชา ในส่วนของผู้ประกอบการไทย ที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชา พบว่า มีการลงทุนอย่างต่อเนื่องในเกือบทุกภาคส่วน ปัจจุบัน มีมูลค่าการลงทุนรวม 3,785.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 124,918.53 ล้านบาท มีการจ้างแรงงาน ชาวกัมพูชา 62,733 คน การลงทุนของไทยกระจายอยู่ใน 3 ภาคหลัก ได้แก่ 1.ภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ Garment & Textile, Food & Beverage และอื่นๆ มูลค่าการลงทุน ประมาณ 294.71 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จ้างแรงงาน ชาวกัมพูชา 11,575 คน 2.ภาคเกษตรกรรม ได้แก่ Rice mill, Agro-industry และอื่นๆ มูลค่าการลงทุน ประมาณ 2,124.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จ้างแรงงานชาวกัมพูชา 10,210 คน 3.ภาคบริการ ได้แก่ Hotel, Bank, Insurrance , Hospital, Construction Material, Retail Store และอื่นๆ มูลค่าการลงทุน ประมาณ 1,366.67 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จ้างแรงงานกัมพูชา 40,948 คน

ซึ่งจากการสอบถามผู้ประกอบการไทยที่เปิดโรงงานหรือสาขาในกัมพูชา และพันธมิตรค้าชาย ผ่านระบบแฟรนไชส์ และแต่งตั้งนักลงทุนท้องถิ่นเป็นตัวแทนจำหน่าย สะท้อนว่า การค้ากับกัมพูชาที่ผ่านชายแดน สะดุดทั้งหมด และหันไปนำเข้าผ่านประเทศที่สามหรือการค้าผ่านแดนแทน แต่ก็ทำให้ยอดขายหายไป60-70% หลังจากเกิดเหตุปะทะและปิดด่านชายแดน 1-2 เดือนในช่วงแรก

ดังนั้น จากความเหตุการณ์ปะทะได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ทั้งต่อการค้าชายแดน ที่มีหายไปกว่าหลายหมื่นล้านบาทต่อเดือย ผนวกกับรายได้ธุรกิจ SMEs หายไปอย่างต่อเดือนละ 50-100 ล้านบาท รวมถึงด้านโลจิสติกส์ การท่องเที่ยว ผลกระทบต่อรายได้ของแรงงานกัมพูชาที่มาทำงานในไทย และ ขาดแคลนสินค้าตามพื้นที่ชายแดน รวมถึงสินค้ายี่ห้อไทย จะเสียส่วนแบ่งการตลาดในระยะยาว

จากวันนั้นถึงวันนี้ ทางวิชาการ ประเมินว่า ระบบเศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชา สูญเสียอาจแตะ 1 แสนล้านบาทแล้ว จากเหตุการณ์ที่ยืดเยื้อช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา