หน้าแรก เศรษฐกิจ ดัชนีคอร์รัปช...

ดัชนีคอร์รัปชั่นไทย ‘แย่ลง’ ทุกด้าน กกร.เปิดตัวทีม ‘Zero Corruption’ ลุย 6 แผนด่วน-ดันโปร่งใส

18.11.25 | 13:33 น.

กกร. เปิดตัวคณะทำงาน ‘Zero Corruption’ ลุยแผนเร่งด่วน 6 ด้าน ดันไทยโปร่งใส–แข่งขันได้

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 18 พฤศจิกายน ที่ห้องประชุม 205 ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิต์ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่ง ประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย พร้อมด้วย คณะทำงาน “Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน” ต่อยอดจากโครงการ Reinvent Thailand ร่วมแถลงจุดยืนร่วมของ ภาคเอกชนในการสร้างประเทศไทยโปร่งใส แข่งขันได้ อย่างยั่งยืน

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า จากที่ประชุม กกร. เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 ได้มีมติเห็นชอบจัดตั้ง “คณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน” เพื่อรวบรวมข้อเสนอจากภาคธุรกิจและภาคประชาสังคม จัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายเสนอรัฐบาลอย่างเป็นระบบ มุ่งหวังให้มาตรการต่อต้านคอร์รัปชันสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ฟื้นฟูความเชื่อมั่นนักลงทุน และสร้างระบบเศรษฐกิจ–การเมืองที่โปร่งใส เป็นธรรม และแข่งขันได้

คณะทำงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนแนวคิด Reinvent Thailand โดยเริ่มจากการแก้ปัญหาคอร์รัปชันซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อประสิทธิภาพภาครัฐและขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

นายพจน์ กล่าวว่า โครงการฯนี้ นอกจากความร่วมมือ 3 หน่วยงาน ภายใต้ กกร. แล้ว ยังได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายสำคัญ ได้แก่ 1. องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันแห่งประเทศไทย (ACT) 2.แนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC), และ 3.สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) (TIJ) รวมทั้งหน่วยงานทางวิชาการ ยังขยายสู่กลุ่มหน่วยปราบปราม เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)

นายพจน์ กล่าวว่า สำหรับ Action Plan แผน Quick Impact 6 ด้าน ในระยะ 6 เดือนแรก เพื่อทำให้การคอร์รัปชันหายไปจากสังคมไทย ได้แก่ 1.การปลูกฝังจิตสำนึก แถลงข่าว ผลวิจัยเลือกตั้ง รณรงค์ สนับสนุนพรรคการเมืองที่มีนโยบายต่อต้านคอร์รัปชัน “เลือกตั้งสุจริต ไม่เลือกคนมีประวัติคดโกง และปฏิเสธคนซื้อเสียง”

Advertisement

2.นโยบายต่อต้านการทุจริตในองค์กร รณรงค์ให้สมาชิกภาคธุรกิจเข้าร่วม แนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC) เพื่อกำหนดนโยบาย ระบบควบคุมภายใน และแนวปฏิบัติในการปฏิเสธรับและจ่ายสินบน รวมถึงคอร์รัปชันในทุกรูปแบบ และพัฒนาระบบงานให้ได้มาตรฐานรางวัลจรรยาบรรณดีเด่น

3.ระบบบริหารความเสี่ยง สำรวจและนำเสนอผล “ธุรกิจไทยยังถูกเรียกรับสินบนการอนุญาตประกาศ 10 สินบน ที่ไม่ยอมทนอีกต่อไป” เพื่ออัพเดท และสื่อสารปัญหาสินบน ใบอนุญาตต่างๆ พร้อมหาแนวทางใบอนุญาตโปร่งใส

4.การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ ผลักดันการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐตามมาตรฐานสากล ที่จำเป็นต่อการต่อต้านคอร์รัปชัน (25 ชุดข้อมูลตาม Open Data Charter)

5.เทคโนโลยีเพื่อความโปร่งใส ร่วมกันใช้ฐานข้อมูล ACT Ai ขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน เพื่อตรวจสอบทุจริตในกรณีต่างๆ

และ 6.แนวทางการร้องเรียนและคุ้มครองผู้เปิดเผยข้อมูล รณรงค์ “เรียกรับ…เราร้อง” ชวนคนไทย ข้าราชการ รวมถึงนักธุรกิจไทยและต่างชาติ แจ้งเบาะแสคอร์รัปชัน หรือร้องเรียนเมื่อถูกเรียกสินบน ผ่านแชต “ฟ้องโกงทันใจ” Corruption Watch ให้ทุกคนมั่นใจ ไม่โดนกลั่นแกล้ง ฟ้องปิดปาก

“ความเสียหายของภาคธุรกิจจากการคอรัปชั่นนั้น ไม่สามารถประเมินค่าได้ เพราะเป็นเรื่องลับไม่ได้มีหลักฐานเอกสารใดๆ คงได้แต่ประเมินกันคร่าวๆจากจีดีพีของไทยที่หายไป จากปัจจุบันที่ 2% แต่หากไม่มีตรงนี้ก็อาจจะโตได้ 3%กว่าถึง 4% ก็อนุมานเอาได้คร่าวว่าส่วนที่หายไปก็จากการคอรัปชั่น” นายพจน์ กล่าว

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมยุคใหม่ “ต้องผลิตความโปร่งใส” ควบคู่ไปกับสินค้า เพราะคอร์รัปชันคือ “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” ที่บั่นทอนการลงทุน เทคโนโลยี และศักยภาพการเติบโตของประเทศ พร้อมย้ำว่าการต่อต้านคอร์รัปชันเป็นเงื่อนไขสำคัญในการยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางการผลิตที่ได้รับความเชื่อมั่นจากโลก

“ปัญหาคอร์รัปชั่น ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ปัญหาเศรษฐกิจแต่เป็นปัญหาของสังคมด้วย ซึ่งสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ ไทยควรมีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจหรือจีดีพี 4 % แต่กลับเหลือเพียง 2 % นั่นหมายความว่า 2 %ที่หายไปคือการคอร์รัปชั่น ไม่เพียงแค่จีดีพี แต่ความเสียหายที่นับไม่ได้คือ ความเชื่อมั่น ที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่ติดอันดับต้นๆของการคอร์รัปชั่น  และไร้ความน่าเชื่อถือ  ซึ่งถือเป็นต้นทุนของประเทศ“ นายเกรียงไกร กล่าว

นายกอบศักดิ์ ดวงดี เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า สมาคมธนาคารไทย พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน ร่วมผลักดัน สอดคล้องกับแนวคิด Reinvent Thailand ที่เน้นการมีส่วนร่วมของเอกชนและภาครัฐ ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำอย่างโปร่งใส ในเรื่องที่มีผลลัพธ์สูง (High impact) ทั้งในด้านการจ้างงานคนไทยและความสามารถในการแข่งขันในการยกระดับประเทศ สอดคล้องแนวทาง Quick Big Win ของรัฐบาล รวมไปถึงการที่ประเทศไทยจะต้องปฏิรูปในหลายด้านเพื่อเข้าเป็นสมาชิก OECD และเป็นการ show case การขับเคลื่อนประเทศเพื่อสร้าง Trust and Confidence ในกลุ่มนักลงทุนและประชาคมโลกในโอกาสที่ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-WBG Annual Meetings ในปี 2569

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน กล่าวว่า ผลสำรวจ “ดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทย (Thai CSI)” ประจำเดือนมิถุนายน 2568 โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เป็นการสำรวจจาก 3 กลุ่มตัวอย่างหลัก จำนวน 2,400 ตัวอย่าง (ประชาชน, ผู้ประกอบการ/ภาคเอกชน, และข้าราชการ/ภาครัฐ) พบว่า ดัชนีรวมปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 36 จากระดับ 37 ในการสำรวจเมื่อเดือนธันวาคม 2567 ขณะที่ดัชนี CPI ที่จัดทำโดยต่างประเทศนั้น
ไทยอยู่ระดับ 34 เป็นอันดับ 5 ของภูมิภาครองจาก สิงคโปร์ที่ 84 ,มาเลเซียที่ 57, เวียดนามที่ 40, และอินโดนีเซียที่ 34

“ตัวเลขดังนั้นสะท้อนว่าสถานการณ์คอร์รัปชัน ไทยในภาพรวมแย่ลง โดยดัชนีย่อยทั้งด้าน “ปัญหาและความรุนแรง” “การป้องกัน” และ “การปราบปราม” ล้วนปรับตัวลดลงทั้งหมด” นายธนวรรธน์ กล่าว