โรงแรมชี้ปลดล็อกขาย-นั่งดื่มแอลกอฮอล์หนุนใช้จ่ายไฮซีซั่นคึกคัก บี้รัฐเร่งแก้ปมเอาเปรียบต่างชาติ
นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) เปิดเผยว่า การปลดล็อกให้สามารถจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ช่วงในช่วงเวลา 14.00-17.00 น. และนั่งดื่มได้หลัง 24.00 น. อีก 1 ชั่วโมง หรือเที่ยงคืนต่อถึงตี 1 เป็นการทดลองชั่วคราว 6 เดือนนั้น ถือว่าดีในแง่ของการไม่มีปัจจัยลบให้นักท่องเที่ยวสะดุดในการกินดื่ม ทั้งร่วมกับมื้ออาหาร หรือการสังสรรค์ในวาระต่างๆ โดยเฉพาะขณะนี้เป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ทั้งต่างชาติที่เข้ามาเที่ยวไทยมากที่สุดในรอบปี รวมถึงการเดินทางท่องเที่ยวของคนไทยด้วย จึงเชื่อว่าการปลดล็อกกฎหมายจะช่วยสนับสนุนให้เกิดการใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น ยิ่งมีบรรยากาศดีๆ ใกล้ช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ มีการดื่มกินกันเป็นปกติ จึงมองว่าแม้คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นตัวเลขที่ชัดเจนไม่ได้ แต่ช่วยให้คึกคักเพิ่มมากขึ้นแน่นอน
นายเทียนประสิทธิ์ กล่าวว่า แรงสนับสนุนการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ ต้องบอกว่าในอนาคตคงมีการเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างแน่นอน จากความชัดเจนที่เกิดขึ้น รวมถึงที่มาของกฎหมายของเดิมก็ไม่ได้สอดคล้องกับสังคมไทยในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เมื่อมีการปลดล็อกเกิดขึ้นถือว่าเหมาะสมกับภาพรวมในปัจจุบัน ที่ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น แต่ในช่วงไฮซีซั่นนี้อาจไม่ได้เพิ่มมากขึ้นแบบก้าวกระโดดขนาดนั้น เพราะเหลือเวลาอีกไม่ถึง 2 เดือนแล้ว ปกติกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกลที่เข้ามาเที่ยวไทยมากขึ้นในช่วงหลังๆ อาทิ ยุโรป สหรัฐ จะมียอดจองล่วงหน้าเข้ามาแล้ว เพราะต้องวางแผนล่วงหน้า ซึ่งพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้นิยมดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับมื้ออาหารเป็นหลักด้วย
นายเทียนประสิทธิ์ กล่าวว่า แนวโน้มช่วงที่เหลือของปี 2568 นี้ การท่องเที่ยวยังชะลอตัวโดยเฉพาะตลาดระยะใกล้ ทั้งจีน มาเลเซีย ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาความไม่เชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของไทย ตั้งแต่กรณีนักแสดงจีนหายตัวไปบริเวณชายแดนไทย รวมถึงปัญหาชายแดนไทยและกัมพูชาที่เกิดเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบกับระเบิดสูญเสียขาอีกครั้ง ก็ส่งผลต่อตลาดมาเลเซียที่ข้ามมาเที่ยวไทย ซึ่งทั้งมาเลเซียและจีน ถือเป็น 2 ประเทศหลักที่เข้ามาเที่ยวไทยมากสุด ทำให้พอ 2 ประเทศนี้ชะลอตัวก็ส่งผลตลาดในภาพรวม
นายเทียนประสิทธิ์ กล่าวว่า ปัญหาด้านความเชื่อมั่นในเรื่องความปลอดภัย ไม่ได้มีแค่เหตุการณ์ใหญ่ๆ เท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจนเหมือนเป็นปกติ แต่ความจริงต้องป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้ง่าย โดยเฉพาะการเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยวต่างชาต ทั้งการคิดค่าบริการรถสาธารณะในราคาที่แพงหลายเท่าจากปกติ หรือการเรียกราคาเหมาแบบไม่กดมิเตอร์ของแท็กซี่ ซึ่งเราต้องไม่ปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจนกลายเป็นเรื่องธรรมดาในสายตาคนต่างชาติ โดยรัฐบาลต้องจริงจังในการแก้ไขปัญหา บังคับใช้กฎหมายให้เด็ดขาด จับจริง ปรับจริง ยึดใบอนุญาตจริง รวมถึงต้องประชาสัมพันธ์ออกไปให้มากที่สุดว่ารัฐบาลแก้ไขปัญหาแบบนี้อย่างไร เพื่อให้ต่างชาติเห็นและมีความเชื่อมั่น รวมถึงผู้ที่จะทำความผิดก็ต้องเกรงกลัวมากขึ้น ซึ่งถือเป็นการฟื้นความเชื่อมั่นแบบไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมเลย

