หลังเปิดเกมบุก “บัดเจ็ต บุฟเฟต์” ส่งสุกี้แบรนด์ใหม่ “โบนัสสุกี้” ร่วมวงสงครามหม้อต้มสุกี้-ชาบู มาเกือบ 5 เดือน นับเป็นครั้งแรกที่สองทายาท MK “ทานตะวัน-ธีร์ ธีระโกเมน” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดใจถึงภารกิจการปั้นแบรนด์ “โบนัสสุกี้” เรือธงใหม่สู้สมรภูมิรบที่แข่งเดือด ท่ามกลางวงล้อมทั้งผู้เล่นหน้าเก่าและหน้าใหม่ในขวดเก่า เก๋าเกม ที่ตบเท้าเข้ามาชิงเค้กตลาด
หม้อไฟ 25,000 ล้านบาท
“ทานตะวัน” เล่าที่มา ทำไม MK ถึงเข้ามาในตลาดบุฟเฟต์หม้อไฟ เป็นเพราะ MK อยู่ในตลาดหม้อไฟมานาน พยายามศึกษาตลาดใหม่ๆ บุฟเฟต์ไม่ใช่เรื่องใหม่ เห็นการเปลี่ยนแปลงมาตลอด มีการเติบโตและเปลี่ยนแปลง ผู้บริโภคมองหาความคุ้มค่า หลากหลายมากขึ้น MK มีการทำโมเดลต่างๆ เพื่อรองรับลูกค้าที่เปลี่ยนไป มองว่าบัดเจ็ต บุฟเฟต์น่าสนใจ จึงเป็นจุดเริ่มต้นการเพิ่มแบรนด์ “โบนัสสุกี้” มาเสริมพอร์ตโฟลิโอ เสริมความแตกต่างและแข็งแกร่งให้กับเอ็มเคกรุ๊ป ซึ่งตลาดบุฟเฟต์เป็นตลาดมีโอกาสเติบโตสูง จากพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน มีความต้องการมากกว่าแค่ความคุ้มค่า จึงเป็นโอกาสสำคัญของ ‘โบนัสสุกี้’
“ตลาดหม้อไฟมีอยู่แล้ว เราประเมินมีมูลค่าตลาดประมาณ 25,000 ล้านบาท มีการเติบโตต่อเนื่องแม้จะโตแบบชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภค ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง คาดว่าปีนี้จะโตไม่เกิน 4% การที่เราเข้ามาไม่ได้อยากทำสงครามราคา แต่ดูว่ามีช่องว่างอะไรที่เราสามารถเติมเต็มให้ตลาดดีขึ้นไปอีก ขณะที่ผู้เล่นไม่ได้มีสักพักแล้ว เราติดตามตลาดนี้มาตลอด เราทำรีเสิร์ชตลอดเวลา ไม่ใช่แค่ตลาดหม้อไฟ”
สำหรับที่มาของชื่อ “ทายาท MK” เล่าว่า ตั้งชื่อโบนัส เพื่อเป็นการแสดงความรู้สึกพิเศษที่ให้ลูกค้าได้มากกว่า คุณภาพดีกว่า หลากหลายกว่า คุ้มค่ากว่าและสนุกสนานกว่า ด้วยกลยุทธ์การตลาด สร้างการเติบโตด้วย 6 Extra Bonus คือ เมนูมากกว่า 60 รายการ น้ำจิ้มที่เป็นเอกลักษณ์ และเมนูซิกเนเจอร์, ราคาเข้าถึงง่าย 219 บาท ทานได้ 2 ชั่วโมง 15 นาที พร้อมโปรโมชั่นต่อเนื่องทุกเดือน, พนักงานผ่านระบบเทรนนิ่งระดับ MK สนับสนุนการจ้างงานคนในท้องถิ่นตามการขยายตัวของแบรนด์, ให้โบนัสลูกค้ากับเมนูพิเศษที่แจกฟรีทุกโต๊ะ วันละสองรอบ ภายใต้คอนเซ็ปต์ชั่วโมงโบนัส, พื้นที่ร้านใหญ่ 500 ตารางเมตร พร้อมเปิดทั้งหัวเมืองใหญ่และเมืองรอง ลูกค้าเข้าถึงได้ง่าย สุดท้ายคือความพร้อมทั้งหน้าบ้านหลังบ้านมาตรฐาน MK
“เปิดโบนัสสุกี้ มา 4 เดือน มีปรับไปเรื่อยๆ ฟังเสียงลูกค้า เอามาพัฒนากันทุกวัน เป็นคัลเจอร์ในองค์กร ที่เราพัฒนาต่อเนื่อง เพราะลูกค้าเปลี่ยนทุกวัน ไม่มีจุดหมายที่สิ้นสุด เพราะตลาดเปลี่ยนเร็ว การแข่งขันสูง ผู้เล่นรายใหญ่เข้ามาในตลาด ไม่ใช่คนใหม่ เป็นรายเดิม เราเองก็คุยกันว่าจะมีอะไรบ้างที่พอไปได้ในตลาดนี้ การที่เราตัดสินใจเข้ามาทำ แปลว่าเรามีความมั่นใจในสิ่งที่เรามีทำโบนัสสุกี้มาเราแฮปปี้ถึงสิ้นปีมี 16 สาขา ยอดขาย 150 ล้านบาท ปีหน้า 70 สาขา ยอดขาย 3,600 ล้านบาท ถ้าไปไม่ได้ดี เราคงไม่มีแผนขยาย 100 สาขาในปี 2570”
ด้าน “ธีร์” น้องชายเสริมว่า ผลตอบรับโบนัสสุกี้ หลังเปิดบริการ 4 เดือนค่อนข้างดี มีลูกค้ากลับมาใช้บริการซ้ำกว่า 25% ทานซ้ำสูงสุดถึง 37 ครั้ง ขณะที่ผลสำรวจความพึงพอใจลูกค้ากว่า 95% ประทับใจ ทั้งการบริการ และความคุ้มค่า สะท้อนภาพแบรนด์สุกี้น้องใหม่ที่กำลังขยับขึ้นเป็นขวัญใจคนรักสุกี้ทั่วประเทศ
“คนอาจจะมองว่า MK เป็นยักษ์หลับ แต่พอตื่นมา เราก็วิ่งเลย เป็นการเปิดหน้าใหม่ของหนังสือ เห็นอะไรใน MK ในภาพใหม่ๆ บ้าง แต่อาจต้องใช้เวลาบ้าง ผมว่าช้าหรือไม่ช้าไม่ชัวร์ แต่ว่าเราคิดว่าเราได้ทำแล้ว มันตอบโจทย์กับตลาดมาก การขยายสาขาต่างหากที่จะบอกว่าเราช้าหรือไม่ช้า”
“ธีร์” ฉายภาพการเติบโตของ “โบนัสสุกี้” หลังจากนี้ วางเป้าหมายเข้าไปบุกทำเลทั้งเมืองหลักและเมืองรอง เน้นตลาดหลักที่มีโอกาสในการขยาย มีความหนาแน่นของชุมชนสูง นับจากสิ้นปี 2568 ขยายครบ 16 สาขา ในปี 2569 เตรียมขยายเพิ่มมากกว่า 70 สาขา ครอบคลุมมากกว่า 50% ของประเทศไทย และทะยานสู่ 100 สาขาภายในไตรมาส 2 ปี 2570 ถือเป็นการเติบโตมากกว่าถึง 6 เท่าในเวลาไม่ถึง 2 ปี
“การเลือกโลเกชั่น MK จะเปิดไปกับศูนย์การค้า แต่โบนัสสุกี้ จะมีเช็กลิสต์ พื้นที่ขนาด 500 ตารางเมตร มีที่จอดรถ สามารถเปิดในเวลาที่ไม่พึ่งกับศูนย์การค้า มีทุกรูปแบบทั้งเปิดในห้าง คอมมูนิตี้มอลล์ และสแตนด์อะโลน”
จากประสบการณ์กว่า 40 ปี และเครือข่ายร้านอาหารกว่า 600 สาขาในเครือ MK ทำให้ “ธีร์” เชื่อมั่นว่า โบนัสสุกี้ สามารถเติบโตเร็วแบบก้าวกระโดดเพราะมีโครงสร้างหลังบ้านรองรับอย่างครบวงจร ไม่ว่าเครือข่ายพาร์ตเนอร์ห้างสรรพสินค้าและนอกห้างทั่วประเทศ ซัพพลายเออร์มากกว่า 1,000 ราย คลังสินค้าและครัวกลางรองรับได้ถึง 1,000 สาขา ระบบโลจิสติกส์พร้อมรถขนส่งกว่า 500 คัน ส่งของสดได้ทุกวันทั่วไทย และมาตรฐานการบริการและเทรนนิ่งเดียวกับ MK ทำให้มองว่าการขยายสาขาไม่ใช่เรื่องยาก และการมีคู่แข่งใหม่เข้ามา เป็นการคอนเฟิร์มว่าตลาดหม้อไฟไปได้อย่างแน่นอน
สำหรับทิศทาง MK บุฟเฟต์ราคา 299 บาท ทั้งสองพี่น้องตอบไปในทำนองเดียวกันว่า ด้วยตัวของมันเองเป็นโมเดลที่ดี ตอบโจทย์ผู้บริโภค คงจะมีกระบวนท่าใหม่ๆ ออกมา แต่อยากดูผลตอบรับถึงสิ้นปี 2568 นี้ก่อน จากนั้นถึงจะกลับมาดูอีกที เนื่องจากมองว่าตลาดบัดเจ็ต บุฟเฟต์ น่าจะมีการแข่งขันสูงในปีหน้า
แม้จะเป็นคนรุ่นใหม่ที่มารับไม้ต่อธุรกิจที่มีอายุกว่า 3 ทศวรรษ “ทานตะวัน” กล่าวแบบมั่นใจว่า ทุกวันนี้เราทำงานไม่มีความหนักใจ เพียงแต่ต้องปรับตัวเอง รู้จักประยุกต์ ดูผู้บริโภค ดูตลาดเป็นหลัก ถ้ามีเรื่องพวกนี้ ทำเป็นประจำ และติดตาม ไม่มีความหนักใจต่อการทำธุรกิจ ซึ่งในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา แต่ละยุคมันมีเรื่องของมันทุกยุคอยู่แล้ว เศรษฐกิจก็เรื่องหนึ่ง การแข่งขันก็เรื่องหนึ่ง เราอยู่มาได้ถึงทุกวันนี้ เรามีคัลเจอร์ในการปรับตัวเอง เปิดรับพวกนี้มากกว่า ส่วนผลประกอบการของ MK ที่กำไรลดลงมาหลายปีนั้น จะเป็นการผลักดันตัวเอง ในการดูทางข้างหน้าและข้างหลังให้ละเอียดถี่ถ้วน
“การจะผลักดันโบนัสสุกี้ ขึ้นเป็นเบอร์หนึ่ง คงต้องใช้เวลา อยากให้รอดูดีกว่า เราจริงจัง ตั้งใจจะให้เป็นแชปเตอร์ใหม่ ทำให้ MK เติบโตได้มากกว่า จึงไม่รู้สึกกดดัน รู้ว่าเป็นแรงกดดัน แต่ก็เป็นความท้าทาย คำถามคือ เราจะทำให้ดีขึ้นได้อย่างไรมากกว่า เพราะธุรกิจต้องเติบโต การที่มีผู้เล่นมากขึ้น มองว่ามาช่วยทำให้ตลาดหม้อไฟเติบโตมากกว่า ทุกแบรนด์อาจจะ win all ก็ได้ สำหรับผมมองว่าสนุก ได้ทำอะไรใหม่ๆ ท้าทาย และยั่งยืน” ธีร์ทิ้งท้าย

