ซีอีโอใหม่ ‘สิงห์ เอสเตท’ ชู 4 แกนเคลื่อนธุรกิจ สร้างสมดุลพอร์ต รายได้ ฝ่าศก.ท้าทาย
วันที่ 20 พฤศจิกายน นายชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S เปิดเผยว่า ตลอดหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา บริษัทมุ่งสู่การเติบโตในมิติของรายได้ การขยายทรัพย์สินใน 4 ธุรกิจหลัก วันนี้กำลังก้าวเข้าสู่บทใหม่ของการขับเคลื่อนธุรกิจ เน้นวางรากฐานของความมั่นคงทางธุรกิจ การจัดหาเงินทุน เตรียมความพร้อมบุคลากร เพื่อพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นรวดเร็ว ภายใต้ยุทธศาสตร์ ‘A Stable Foundation Drives Sustainable Growth’ โดยวาง 4S เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนองค์กร เพื่อสร้างสมดุลให้ธุรกิจ และมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

1.Stability – แกนการบริหารธุรกิจ เพื่อสร้างธุรกิจที่มั่นคงและสมดุล พอร์ตโฟลิโอของบริษัทจาก 4 ธุรกิจหลัก แบ่งรายได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ รายได้แบบประจำ (Recurring income) จากธุรกิจโรงแรมและอาคารสำนักงาน และประเภทที่มีรายได้แบบไม่ประจำ (Non-recurring income) จากธุรกิจที่พักอาศัยและนิคมอุตสาหกรรม เช่น โครงการคอนโดมิเนียมริมแม่น้ำ “ONE RIVER พระราม 3” คอนโดหรูสูง 33 ชั้น ริมเจ้าพระยา โดย “สิงห์ เอสเตท” จับมือ “วัน เรียลเอสเตท” ร่วมกันพัฒนา ปัจจุบันมียอดขายกว่า 90% ซึ่งรายได้แต่ละประเภทเหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการบริหารความสมดุลรายได้ทั้งสองประเภท ในช่วงที่เศรษฐกิจเผชิญความท้าทายในปัจจุบัน การจัดพอร์ตโฟลิโอธุรกิจประเภทรายได้แบบประจำถือเป็นภารกิจสำคัญอันดับแรก
2.Strength – แกนการบริหารการเงิน เพื่อสร้างความแข็งแกร่ง ที่ผ่านมาบริษัทสามารถระดมทุนจากเงินกู้ธนาคารและออกจำหน่ายหุ้นกู้ รวมกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี มีสัดส่วนเงินกู้ต่อหุ้นกู้ที่อัตรา 80:20 บริษัทมีเครือข่ายสถาบันการเงินสนับสนุนมากกว่า 10 แห่ง เช่นเดียวกันกับตลาดหุ้นกู้ แม้เริ่มจัดจำหน่ายหุ้นกู้ได้เพียง 4 ปี แต่ก็ระดมเงินทุนจากตลาดได้แล้วกว่า 10,000 ล้านบาท เป็นผลจากความไว้วางใจที่ผู้ลงทุนมีต่อบริษัท บริษัทมุ่งเน้นการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ในแต่ละปีอย่างมีแบบแผน
3.Synergy – แกนการบริหารคน เปิดรับมุมมองความคิดเห็นคนรุ่นใหม่ บุคลากรของสิงห์ เอสเตท มีความน่าสนใจอยู่ 2 ประการคือ หากแบ่งตามช่วงอายุพบว่า กว่า 60% ของพนักงานทั้งหมด อยู่ใน Generation Y และ Z หากแบ่งตามตำแหน่งพบว่าเกือบครึ่งหนึ่งของพนักงานทั้งหมด อยู่ในระดับผู้จัดการขึ้นไป หรือเปรียบเทียบได้กับรูปทรงกระบอกที่องค์กรมีหัวหน้าและคนทำงานในจำนวนใกล้เคียงกัน
ทั้ง 2 ปัจจัย มีบทบาทการบริหารจัดการคน สอดคล้องกับการวางรากฐานของธุรกิจที่มั่นคง คือ ทำอย่างไรให้พนักงานใน Generation ใหม่ได้มีส่วนร่วมในการวางแผน กำหนดทิศทาง และดำเนินธุรกิจของบริษัท และทำอย่างไรให้รูปร่างของโครงสร้างองค์กรปรับเปลี่ยนเป็นทรงพีระมิด คือให้โอกาสพนักงานที่มีประสบการณ์ได้เติบโตขึ้นมาเป็นหัวหน้างาน ในขณะเดียวกันองค์กรก็เติมคนรุ่นใหม่เข้ามาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการทำงาน
4.Sincerity – แกนการบริหารจัดการความยั่งยืน ความจริงใจต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม แกนการวางแผนธุรกิจควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อมและสังคมย่อมเป็นแกนหลักอย่างปฏิเสธไม่ได้ เพราะปัจจัยดังกล่าวเข้ามามีบทบาทสำคัญ ทั้งในแง่มุมของผู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย เช่น ลูกค้า ที่ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้มากขึ้น เช่นเดียวกับข้อกฎหมายและข้อกำหนดต่างๆ ที่มีความชัดเจนมากขึ้นเช่นกัน สิ่งที่สิงห์ เอสเตท ให้ความสำคัญในการบริหารจัดการ ESG คือการขับเคลื่อนควบคู่ไปกับการเติบโตทางธุรกิจที่เป็นรูปธรรมและเห็นผลได้จริง
อีกตัวอย่างหนึ่งคือการขับเคลื่อนโครงการ “ปลูกป่าด้วยปลายนิ้ว” ภายใต้การดูแลของกลุ่มสิงห์ เอสเตท ในการปลูกป่าเพิ่มพื้นที่ดูดซับคาร์บอนบนพื้นที่กว่า 1,000,000 ตารางเมตร หรือประมาณ 625 ไร่ ที่ สิงห์ปาร์ค เชียงราย หากมองเป็นกิจกรรมปลูกป่าทั่วไป ก็จะกลายเป็นกิจกรรมเพื่อสังคมหรือ CSR แต่การปลูกป่าของเรา เน้นการใช้ไม้พันธุ์ถิ่น เพื่อเพิ่มอัตราการอยู่รอดของต้นไม้ที่ปลูก เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกันนั้น
“ทั้งหมดนี้คือ 4 แกนหลัก ที่ต้องถูกขับเคลื่อนเพื่อการสร้างรากฐานที่มั่นคงของธุรกิจ การเติบโตของธุรกิจที่ยึดมั่นในความสมดุลของพอร์ตโฟลิโอ สมดุลของแหล่งเงินทุน สมดุลของการเติบโตของบุคลากร รวมถึงสมดุลของสังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อม ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของบริษัท ให้รองรับแรงเสียดทานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากสภาวะเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน” นายชัยรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย


