สงครามหม้อไฟเดือดไม่หยุด ทุนใหญ่ ‘เซ็นทรัล-MK’ เติมเชื้อไฟ ‘ลัคกี้ -โบนัส’ เขย่าบัลลังก์ ‘สุกี้ตี๋น้อย’
เรียกว่าร้อนฉ่า ท้าลมหนาวกันเลยทีเดียว ตลาดหม้อไฟ(สุกี้-ชาบู) มูลค่า 25,000 ล้านบาทในไทย พลันที่มีหน้าใหม่ในขวดเก่า เก๋าเกม เข้ามาเติมเชื้อไฟในตลาดให้ลุกโชนยิ่งขึ้น
หลังยักษ์ใหญ่ในเครือเซ็นทรัล CRG-บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด ทุ่มเม็ดเงิน 940 ล้านบาท ซื้อหุ้น 40% ในบริษัท มิราเคิล แพลนเนท จำกัด เจ้าของแบรนด์ “ลัคกี้ สุกี้” และ “ลัคกี้ บาร์บีคิว” เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เพิ่มเข้าไปในพอร์ตที่มีอยู่หลากหลาย 20 แบรนด์ ครอบคลุมเกือบทุกประเภทอาหาร
ไม่ว่า มิสเตอร์ โดนัท, เคเอฟซี, อานตี้ แอนส์, เปปเปอร์ ลันช์, ชาบูตง ราเมน, โคล สโตน ครีมเมอรี่, เทอเรสซ์ เดอ บางกอก, โยชิโนยะ, โอโตยะ, คัตสึยะ, สลัดแฟคทอรี่, อาริกาโตะ, ส้มตำนัว, ชินคันเซ็น ซูชิ , ราเมน คาเกทสึ อาราชิ, นักล่าหมูกระทะ, คีอานิ, นามะ เจแปนนิส แอนด์ ซีฟู้ด บุฟเฟ่ต์, คัตสึมิโดริ ซูชิ และแบรนด์ใหม่ล่าสุด โอโตยะ โอกิ ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2568 มีจำนวนสาขารวมมากกว่า 1,400 สาขาทั่วประเทศ
ขณะที่ “ลัคกี้ สุกี้” เพิ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2564 เปิดสาขาแรกวันที่ 27 มกราคม 2565 ต่อมาได้เปิดตัวแบรนด์ใหม่ “ลัคกี้ บาร์บีคิว” ร้านอาหารสไตล์ Thai & Japanese เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2567 ณ พาราไดซ์พาร์ค สาขาแรก เพื่อขยายฐานลูกค้าเพิ่ม
ปัจจุบัน “ลัคกี้ สุกี้” และ “ลัคกี้ บาร์บีคิว” สุกี้โดยคนรุ่นใหม่ มีสาขากว่า 42 สาขา แบ่งเป็น ลัคกี้ สุกี้ จำนวน 30 สาขา และ ลัคกี้ บาร์บีคิว จำนวน 12 สาขา
หมุดหมายต่อไป CRG เร่งสปีดขยายสาขาเพิ่มปีละ 20-25 สาขา ทั้งกรุงเทพและต่างจังหวัด ตั้งเป้าในปี 2571 จะสามารถขยายสาขาได้ต่อเนื่อง และมีจำนวนสาขา 100-120 สาขาทั่วประเทศ และคาดว่าจะสร้างยอดขายรวมกว่า 5,000 ล้านบาท
“การร่วมทุนกับลัคกี้ สุกี้ ในครั้งนี้ เล็งเห็นว่าธุรกิจร้านสุกี้ในรูปแบบ “บุฟเฟต์” เป็นธุรกิจที่ยังมีโอกาสขยายได้อีกมาก และเชื่อมั่นในศักยภาพของแบรนด์ “ลัคกี้ สุกี้” และ “ลัคกี้ บาร์บีคิว” ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีความโดดเด่นในตลาด “ณัฐ วงศ์พานิช” กรรมการผู้จัดการใหญ่ CRG กล่าว
การที่ CRG เข้ามาอยู่บนเกมสงครามราคาสุกี้ นอกจากขยายพอร์ตโฟลิโอ เหนือสิ่งอื่นใด เชื่อว่าเห็นความสำเร็จของ “สุกี้ตี๋น้อย” ที่เข้ามาบุกเบิกตลาดสุกี้ราคาประหยัด แถมยังปิดดึกถึงตี 5 ตอบโจทย์คนเลิกงานดึก จนได้รับควา,นิยม จากลูกค้าที่โหยหา “ความคุ้มค่า” ในราคาที่เข้าถึงง่าย
จากสาขาแรกเมื่อปี 2561 ถึงปัจจุบันก็ร่วม 8 ปี ณ วันที่ 30 ตุลาคม 2568 มีสาขาสุกี้ตี๋น้อยทั้งหมด 86 สาขา ตี๋น้อยBBQ บุฟเฟต์ปิ้งย่าง 7 สาขา และตี๋น้อยโกลด์ บุฟเฟต์พรีเมียม 1 สาขา รวมทั้งหมด 96 สาขา และยังมีแผนขยายสาขาต่อเนื่อง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยเฉพาะภาคอีสานที่เปิดเกมบุกไม่ยั้ง ด้านยอดขาย 10 เดือนแรกของปีนี้ กวาดไปแล้ว 8,000 ล้านบาท
จุดเปลี่ยนของ “สุกี้ตี๋น้อย” ไม่ว่าจำนวนสาขาและยอดขายที่เติบโตอย่างรวดเร็วนั้น เกิดขึ้นหลัง JMART ซื้อหุ้น 30% ด้วยเงิน 1,200 ล้านบาท หลังมองเห็นโอกาสของการทำตลาดและรายได้ ซึ่งก็ไม่เหนือความคาดหมาย เพราะสามารถสร้างกำไรให้ JMART อย่างเป็นกอบเป็นกำ
“นัทธมน พิศาลกิจวนิช” กรรมการผู้จัดการ บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด (BNN) ผู้ก่อตั้งแบรนด์ “สุกี้ตี๋น้อย” ระบุว่า ปี 2568 มีแผนเปิด 24 สาขา ถึงสิ้นปีนี้จะมีสาขาทุกแบรนด์เกือบ 100 สาขาและปี 2569 จะเปิดเพิ่ม 40 สาขา ส่วนยอดขายปีนี้คาดว่าจะทำได้ 9,000 ล้านบาท เติบโตขึ้น 30% จากปีก่อนและมั่นใจในปี 2569 จะถึง 10,000 ล้านบาท
ขณะที่พี่ใหญ่ MK ผู้นำตลาดสุกี้ นอกจากส่ง MK บุฟเฟต์ 299 บาท ชิมลางตลาดแล้ว ยังซุ่มพัฒนาแบรนด์ใหม่ “โบนัส สุกี้” ราคา 219 บาท เป็นไฟติ้งแบรนด์ออกมาสู้ศึกกับสุกี้ตี๋น้อยและลัคกี้ สุกี้ หวังทวงบัลลังก์ตลาด แรกๆ เหมือนทดลองตลาด แต่ผลตอบรับที่ดีเกินคาด ผ่านมา 4-5 เดือน เปิดแล้ว 13 สาขา และ 16 สาขาในสิ้นปีนี้
ล่าสุดเติมเกมบุก ประกาศกร้าวจะขยายถึง100 สาขาในปี 2570 ด้านยอดขายก็อัพเป้าจาก 150 ล้านบาทในปีนี้ ทะยานไปสู่ 3,600 ล้านบาทในปี 2569 มีทั้งขยายบนพื้นที่ใหม่และอาจจะมีการรีแบรนด์ MK ในห้างสรรพสินค้ามาเป็น “โบนัสสุกี้” โดยการใช้จุดแข็งระบบหน้าบ้านหลังบ้าน มาสร้างความต่าง และเป็นแต้มต่อจากคู่แข่งในตลาด
คงต้องติดตามสมรภูมิรบสุกี้หลังทุนใหญ่ CRGและMK บุกขย่มบัลลังก์ “สุกี้ตี๋น้อย” จะงัดหมัดเด็ดอะไรออกมาต่อกร นอกจากความคุ้มค่าแล้ว เรื่องของ “คุณภาพ-ความประทับใจ” น่าจะเป็นอีกโจทย์ที่ทั้ง 3 แบรนด์ต้องนำมาตีให้แตกและอย่างลึกซึ้งให้มากยิ่งขึ้น
ตราบใดที่สงครามยังไม่สิ้นสุด สุดท้ายคนที่ชนะในเกมศึกครั้งนี้ คงหนีไม่พ้นผู้บริโภคนั่นเอง!

