วรวงศ์ ยก 4 เหตุผล ค้านขึ้น VAT 8.5% ชี้เศรษฐกิจขาลง สร้างผลเสียมากกว่าที่คิด
จากกรณี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุถึงแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) ในประเด็นแนวทางปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ว่า แม้เพดานกฎหมายกำหนดให้จัดเก็บได้สูงสุด 10% แต่สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พร้อมสำหรับการขึ้น VAT โดยปี 2568 และปี 2569 ฉะนั้นรัฐบาลจะพิจารณาตามความพร้อมของเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยแผนการคลังได้วางสมมติฐานว่า หากเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวกลับสู่ระดับศักยภาพ อาจเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการทยอยปรับขึ้น ซึ่งคาดว่าระยะยาว อัตราจัดเก็บอาจอยู่ราว 8.5% ในปี 2571 เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 1.5 % จากเดิมที่ 7% และ 10% ในปี 2573 แต่ทั้งนี้ยังต้องประเมินตามสภาพเศรษฐกิจจริงในเวลานั้น
เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน นายวรวงศ์ รามางกูร อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ความเห็นว่า การขึ้น VAT ช่วงเศรษฐกิจขาลง สร้างผลเสียมากกว่าที่คิด
พร้อมให้รายละเอียด ว่า การขึ้นภาษีในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว เป็นประเด็นที่ “คลาสสิกมากๆ” ซึ่งนโยบายการคลังเชิงรัดเข็มขัด (Fiscal Contraction) ที่มีลักษณะ Pro-cyclical คือเคลื่อนไปในทิศเดียวกับวัฏจักรเศรษฐกิจ ส่งผลซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวมากขึ้น แทนที่จะช่วยประคองเศรษฐกิจให้หันหัวขึ้น ซึ่งงานวิจัยจำนวนมากชี้ให้เห็นผลเสียต่อเศรษฐกิจทั้งโดยตรงและโดยอ้อม
-ประการแรก ซ้ำเติมอุปสงค์รวม (Aggregate Demand) ที่อ่อนแออยู่แล้ว
การขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT ซึ่งเป็นภาษีทางอ้อมเก็บจากการบริโภค หรืออีกชื่อหนึ่งคือ ภาษีบริโภค ทำให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น ส่งผลให้การบริโภคลดลง หรือก็คือ การลดอุปสงค์รวมทั้งหมดของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งขัดแย้งกับทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แบบเคนส์ (Keynesian Aggregate Demand Model) ที่ระบุชัดว่าในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวรัฐควรใช้นโยบายกระตุ้นอุปสงค์รวม ไม่ใช่ดึงลง
–ประการที่ 2 เกิดนโยบายรัดเข็มขัดในเวลาที่ไม่เหมาะสม
ยามเศรษฐกิจตกต่ำ รัฐควรใช้นโยบายสวนวัฏจักร (Counter-cyclical) เช่น ลดภาษี หรือ เพิ่มรายจ่ายภาครัฐ ในทางกลับกันการขึ้นภาษีคือกระทำที่จะให้ผลลัพธ์ตรงกันข้าม และเกิดขึ้นในจังหวะที่ไม่เหมาะสม ส่งผลต่อทิศทางตลาดและการลงทุนในอนาคต
งานวิจัยเรื่อง Fiscal Policy Multipliers ของ Auerbach และ Gorodnichenko (2012) เน้นว่าตัวคูณนโยบายการคลัง (Fiscal policy multipliers) มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในแต่ละช่วงของวัฏจักรเศรษฐกิจ โดยตัวคูณจะใหญ่กว่าในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังถดถอย และมีขนาดเล็กกว่าในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังเติบโต หมายความว่า นโยบายการคลังจะมีประสิทธิผลมากกว่าในช่วงที่เศรษฐกิจซบเซาและอัตราการว่างงานสูง ดังนั้นการดึงเงินออกจากประชาชน 1 บาท ผ่านการเพิ่มภาษีจะสามารถลาก GDP ลดลงได้มากกว่า 1 บาท
–ประการที่ 3 สร้างผลกระทบประชาชนกลุ่มรายได้น้อยมากกว่ากลุ่มรายได้สูง (Regressive Tax Impact)
เนื่องจากคนรายได้น้อยใช้รายได้ส่วนใหญ่เพื่อการบริโภค ดังนั้นจึงมีสัดส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มที่เสียไปต่อรายได้สูงกว่ากลุ่มคนรายได้สูง ผลก็คือ เมื่อเกิดช็อกด้านราคาสินค้า คนจะ “ลดการบริโภคอย่างรุนแรง” เพื่อรักษาสภาพคล่อง นำไปสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้น
นอกจากนั้น ธุรกิจใหญ่สามารถส่งต่อภาษีมูลค่าเพิ่มไปยังผู้บริโภคได้เกือบหมด แต่ SME มักไม่สามารถส่งต่อภาษีไปยังผู้บริโภคได้ทั้งหมดจึงต้องแบกรับภาษีส่วนหนึ่งไว้เอง
-ประการที่ 4 ความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Sentiment) แย่ลง
ผู้บริโภคสามารถพยากรณ์ได้ล่วงหน้าว่าราคาสินค้าจะแพงขึ้น (จากภาษีที่เพิ่มขึ้น) อย่างแน่นอน ซึ่งกลไกตามธรรมชาติเมื่อราคาสินค้าแพงขึ้น ผู้บริโภคย่อมปรับลดหรือชะลอการบริโภคลง ขณะที่ภาคธุรกิจย่อมประเมินว่ากำลังซื้อจะหดตัวตาม ผลลัพธ์ทายได้ไม่ยาก การลงทุนจะชะลอตัวลงตามคาดการณ์การบริโภคที่ลดลง สุดท้ายเศรษฐกิจจะชะลอตัวหนักกว่าที่ประเมินไว้

