สศช. เผย NPLs เพิ่ม 9.11% ทุกประเภทสินเชื่อ ตะลึง! บ้านต่ำล้านถูกยึดพุ่ง 210%
เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เปิดเผยถึงหนี้สินครัวเรือนไตรมาสสอง ปี 2568 ว่า หนี้สินครัวเรือนมีมูลค่า 16.31 ล้านล้านบาท ลดลง 0.3% จากความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อใหม่ เนื่องจากครัวเรือนมีคุณภาพสินเชื่อแย่ลง ส่งผลให้สัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อ GDP ปรับลดลงมาอยู่ที่ 86.8% จาก 87.1% ของไตรมาสหนึ่งถือเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 6
“ตัวเลขล่าสุดอยู่ที่ 86% ของ GDP ต่ำสุดในรอบ 6 ไตรมาส แต่ถือว่าน้อยกว่าช่วงโควิด-19 ซึ่งเคยพุ่งถึง 94–95% โดยมาตรการล่าสุดของรัฐบาลอาจช่วยลดความเสี่ยงได้ แต่ปัญหาที่พบคือ ประชาชนจำนวนมาก มาไม่ทัน มาร่วมไม่ครบ ทำให้ไม่บรรลุเป้าหมาย”
น.ส.อ้อนฟ้ากล่าวว่า ขณะที่สินเชื่อส่วนบุคคลที่ค้างชำระเกิน 90 วันขึ้นไป (NPLs) จากข้อมูลเครดิตบูโร มีมูลค่า 1.24 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน NPLs ต่อสินเชื่อรวม 9.11% เพิ่มขึ้นจาก 8.78% ของไตรมาสที่ผ่านมา และเป็นการปรับเพิ่มขึ้นในทุกประเภทสินเชื่อ
อย่างไรก็ตาม สัดส่วนสินเชื่อที่ค้างชำระระหว่าง 1–3 เดือน (SMLs) ต่อสินเชื่อรวมปรับลดลงจากมาตรการการปรับปรุงโครงสร้างหนี้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ระยะถัดไปหนี้เสียอาจมีแนวโน้มลดลง
ส่วนการปล่อยสินเชื่อผ่านแอปพลิเคชัน หรือการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (Buy NoW Pay Later – BNPL) ไตรมาสสาม ปี 68 ลดลง0.3% และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง
น.ส.อ้อนฟ้ากล่าวว่า สำหรับผลกระทบจากอุทกภัยในขณะนี้ เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสําคัญ แม้การประเมินความเสียหายจะบอกตัวเลขที่แน่ชัดไม่ได้ แต่ สภาพัฒน์ มีกรอบในการประเมินผลกระทบ หากเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจน้อย จะกระทบ 0.1% ต่อ GDP หรือราว 18,000 ล้านบาท , หากกระทบเศรษฐกิจในระดับกลาง จะกระทบ 0.13% ต่อ GDP หรือราว 23,000 ล้านบาท และหากกระทบต่อเศรษฐกิจมาก จะกระทบราว 0.16% ต่อ GDP หรือราว 29,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม จะต้องขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ รวมถึงมาตรการเยียวยาเพื่อรองรับผลกระทบจากอุทกภัย
น.ส.อ้อนฟ้ากล่าวว่า ทั้งนี้ ความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนยังต้องเฝ้าระวัง โดยยังมีประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ คือ การเร่งให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ อสังหาริมทรัพย์ ก่อนเข้าสู่กระบวนการบังคับคดี เนื่องจากในปัจจุบันพบแนวโน้มที่อยู่อาศัยถูกยึดและขายทอดตลาดเพิ่มขึ้นถึง 210% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนเป็นยอดยึดทรัพย์บ้านและคอนโด โดยเฉพาะบ้านและคอนโดราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท
จากสาเหตุที่อัตราดอกเบี้ยสูงทำให้ลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ซึ่งต้องเร่งให้มีการไกล่เกลี่ยหนี้ทั้งก่อนหรือหลังการบังคับคดีเพื่อลดผลกระทบต่อการสูญเสียที่อยู่อาศัย
นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่
1. การเร่งให้ความช่วยเหลือลูกหนี้บ้านก่อนเข้าสู่กระบวนการบังคับคดี โดยปัจจุบันพบแนวโน้มที่อยู่อาศัยที่ถูกยึดและขายทอดตลาดเพิ่มขึ้น ซึ่งต้องเร่งรัดให้มีการไกล่เกลี่ยหนี้ทั้งก่อนหรือหลังการบังคับคดี เพื่อลดผลกระทบต่อการสูญเสียที่อยู่อาศัย
2. การส่งเสริมการเข้าถึงมาตรการสินเชื่อของครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรกำหนดเงื่อนไขสินเชื่อที่ยืดหยุ่น ไม่สร้างภาระในระยะยาว ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้ เพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือทันเวลาและลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ
3. การประชาสัมพันธ์และติดตามโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” รวมทั้งหาแนวทางขยายให้ครอบคลุมลูกหนี้กลุ่ม Non-bank เพื่อให้เข้าถึงการแก้ปัญหาได้อย่างทั่วถึง

