หน้าแรก เศรษฐกิจ ภาษีทรัมป์กระ...

ภาษีทรัมป์กระทบส่งออก SME สำรวจ 12 ผลิตภัณฑ์ไทย ‘เสี่ยงสูง’

26.11.25 | 11:01 น.

ภาษีทรัมป์กระทบส่งออกSMEสำรวจ12ผลิตภัณฑ์ไทย‘เสี่ยงสูง’

ขณะที่ตัวเลขส่งออกไทย ล่าสุดเดือนตุลาคม 2568 มีมูลค่า 28,835.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 5.7% และภาพรวม 10 เดือนแรกปี 2568 ไทยส่งออก มีมูลค่าสะสม 282,982.1 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือมูลค่า 9,307,535 ล้านบาท และขยายตัว 13% โดยไทยยังขาดดุลการค้า 3,866.2 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 241,155 ล้านบาท ซึ่งตลาดส่งออกสำคัญ ไทยยังได้ดุลการค้าสหรัฐแต่ในมูลค่าที่ลดลง

แล้วสถานการณ์ส่งออกของ SMEs เป็นอย่างไร

แสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานกิตติมศักดิ์และประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ระบุว่า สถานการณ์ส่งออกของ SMEs ไทยไปสหรัฐ ช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปี 2567 พบว่ามูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นจาก 101,871 ล้านบาท เป็น 134,192 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 31.7% โดย 12 ผลิตภัณฑ์เสี่ยงสูงของไทย มีมูลค่าการส่งออกจากเดิม 65,404 ล้านบาท ลดเหลือ 41,386 ล้านบาท หรือลดลงถึง 36.7%

โดยข้อมูลปี 2567 จำนวน 12 ผลิตภัณฑ์ SMEs เสี่ยงสูงที่ส่งออกไปสหรัฐ คือ 1.อุปกรณ์ไฟฟ้า มูลค่า 67,492 ล้านบาท หรือ 52% ของการส่งออกไทยทั้งหมด ขณะที่ 6 เดือนแรก 2568 ลดเหลือ 5,678 ล้านบาท หรือลบ 84.8% เทียบช่วงเวลาเดียวกันกับปี 2567 อยู่ที่ 37,356 ล้านบาท) 2.อัญมณีและเครื่องประดับ มูลค่า 24,272 ล้านบาท หรือ 19% ของการส่งออกไทยทั้งหมด ครึ่งปีนี้ลดลงเหลือ 12,705 ล้านบาท หรือลบ 4.1% เปรียบเทียบปี 2567 มูลค่า 13,244 ล้านบาท) 3.เฟอร์นิเจอร์ มูลค่า 12,259 ล้านบาท หรือ 65% ของการส่งออกไทยทั้งหมด 4.ของทำด้วยเหล็กหรือเหล็กกล้า มูลค่า 6,748 ล้านบาท หรือ 32% ของการส่งออกไทยทั้งหมด 5.เครื่องจักรและส่วนประกอบ มูลค่า 3,349 ล้านบาท หรือ 25% ของการส่งออกไทยทั้งหมด 6.ของปรุงแต่งทำจากพืชผักผลไม้ มูลค่า 3,235 ล้านบาท หรือ 18% ของการส่งออกไทยทั้งหมด 7.ยานยนต์และชิ้นส่วน มูลค่า 3,188 ล้านบาท หรือ 18% ของการส่งออกไทยทั้งหมด 8.เครื่องแต่งกายถักแบบนิตหรือโครเชต์ มูลค่า 2,082 ล้านบาท หรือ 37% ของการส่งออกไทย ทั้งหมด 9.อะลูมิเนียมและของที่ทำจากอะลูมิเนียม มูลค่า 1,525 ล้านบาท หรือ 47% ของการส่งออกไทย ทั้งหมด 10.ข้าวและธัญพืช มูลค่า 1,067 ล้านบาท หรือ 10% ของการส่งออกไทยทั้งหมด 11.ยางและผลิตภัณฑ์จากยาง มูลค่า 702 ล้านบาท หรือ 14% ของการส่งออกไทยทั้งหมด 12.เนื้อสัตว์แปรรูป มูลค่า 588 ล้านบาท หรือ 28% ของการส่งออกไทยทั้งหมด โดย 6 เดือนแรกปีนี้ ลดเหลือ 251 ล้านบาท หรือลบ 4.4% เปรียบเทียบช่วงเวลาเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 263 ล้านบาท

Advertisement

จากการสำรวจข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) พบว่า การพึ่งพาตลาดส่งออกสหรัฐอยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์อุปกรณ์ ไฟฟ้า อัญมณีและเครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์ ของทำด้วยเหล็กและเหล็กกล้าและเครื่องจักร เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่ SMEs จะเป็นห่วงโซ่ซัพพลายเชน รับจ้างผลิต (OEM) ให้กับผู้ประกอบการขนาดใหญ่ โดยมีจำนวน SMEs ส่งออกที่ได้รับผลกระทบจาก 12 รายการทั้งหมด 3,105 ราย เป็นผู้ผลิต 1,655 ราย (53.3%) เป็นคู่ค้า 1,254 ราย (40.4%) และไม่ระบุ 196 ราย (6.4%) สถานการณ์หลังทรัมป์ประกาศขึ้นภาษี 19% ที่ประเทศไทยได้รับ ในอัตราเดียวกันกับประเทศสำคัญในอาเซียน คือ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนามและมาเลเซีย ซึ่งขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยคงต้องเผชิญกับการปรับตัว เปลี่ยนแปลงในการเพิ่มผลิตภาพลดต้นทุนต่อหน่วย การพัฒนาเร่งพัฒนาคุณภาพ การรับรองมาตรฐานที่จำเป็น การสร้างอัตลักษณ์ความแตกต่างที่ก่อเกิด มูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์และบริการ

โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีพึ่งพาตลาดสหรัฐอเมริกาสูง อาทิ อุปกรณ์สมาร์ทโฟน พลาสติก ลวด/เหล็ก เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ อัญมณีและของเล่น เป็นต้น ซึ่งพึ่งพาซัพพลายเชน วัตถุดิบ ชิ้นส่วนจากจีนมากที่ต้องเร่งหาแนวทางในการส่งเสริม Local Content พึ่งพาวัตถุดิบ ชิ้นส่วนซัพพลายเชนภายในประเทศให้มากที่สุด รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงและพึ่งพาตลาดสหรัฐสูง อาทิ เครื่องจักร อุปกรณ์ไฟฟ้า และคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

สิ่งสำคัญต้องวางมาตรการกลไกการแก้ปัญหาไขและป้องกันปัญหาสวมสิทธิ (Transshipment) ส่งออกที่ใช้ไทยเป็นทางผ่านโดยประเทศไทยไม่ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง กฎแหล่งกำเนิด สินค้า (Role of origin) การลงทุนรูปแบบนอมินีปัญหาเรื้อรังที่ ทำลายโอกาสและการแข่งขันของภาคเอกชนไทย โดยเฉพาะ SMEs ลดช่องว่างของกฎหมายและการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความเฉียบขาด และความรวดเร็วในการเข้าไปกวาดล้างเพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการและเศรษฐกิจ ในระบบของไทยซึ่งสำหรับ SMEs การแข่งขันกับคู่แข่งในประเทศว่ายากแล้ว การแข่งขันกับคู่แข่งขันที่มาจากต่างประเทศแบบมีแต้มต่อสีเทายิ่งยากกว่า

ประเทศไทยมีคู่แข่งขันที่สำคัญด้านต้นทุนแรงงาน (818.9 เหรียญสหรัฐ/เดือน) คือ เวียดนาม (692.7 เหรียญสหรัฐ/เดือน) และจีน (543.5 เหรียญสหรัฐ/เดือน) จึงต้องเร่งการยกระดับขีดความสามารถแรงงานที่มีผลิตภาพทักษะสูง และปรับโครงสร้างเทคโนโลยีดิจิทัล AI ให้อำนวยความสะดวกและเข้าถึงการเปลี่ยนผ่านอย่างสะดวกรวดเร็วด้วย เทคโนโลยีที่เหมาะสม
กับแต่ละอุตสาหกรรม ส่วนด้านราคาต้นทุนพลังงานที่ประเทศไทย (13.7 เซนต์สหรัฐต่อ kWh) มีต้นทุนสูงกว่า เวียดนาม (12.5 เซนต์สหรัฐต่อ kWh) อินโดนีเซีย (10.9 เซนต์สหรัฐต่อ kWh) และมาเลเซีย (12 เซนต์สหรัฐต่อ kWh) ที่ต้องเร่งปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศไทยอย่างเร่งด่วนเพื่อให้พลังงานสะอาด ที่เป็นมิตรต้องสิ่งแวดล้อมพร้อมรองรับการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) และลดต้นทุนพลังงานให้ไทยแข่งขันได้ โดยไม่เป็นภาระลงทุนเอง รวมทั้งส่งผลให้ ESG เป็นโอกาสเศรษฐกิจใหม่ไทย ที่พร้อมรุกทุกภูมิภาคโลก

โอกาสและความท้าทายในการแข่งขันของไทยสู่อนาคตการค้าโลก ยังมีช่องว่างการค้าระหว่างประเทศ กับ กติการะเบียบโลกใหม่ แม้ประธานาธิบดีทรัมป์ยังเผชิญ “Law force” ที่ต้องลุ้นศาลในคดีฟ้องร้องทรัมป์กับกระบวนการออกนโยบายภาษีของทรัมป์ที่ต้องผ่านสภาคองเกรสก่อนหรือไม่ อาจส่งผลสั่นสะเทือนทำเนียบขาวพลิกกติกาโลกกันอีกรอบ และ Conflict กับปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองภายใน สหรัฐ ประตู BRICS กับความท้าทายขั้วอำนาจโลกใหม่มาพร้อมกับประเทศมหาอำนาจรัสเซีย จีน อินเดีย และอีกนานาประเทศที่มีสัดส่วนประชากรและขนาดเศรษฐกิจรวมกันกว่าครึ่งของโลก

อีกทั้งการรุกคืบ มาตรฐาน Halal (ฮาลาล) จะครอบคลุมตลาดสินค้าและบริการของประชากรชาวมุสลิมทั่วโลกอีกกว่า 2,000 ล้านคน นอกจากนี้ การมอง Chance Ocean หรือ น่านน้ำทะเลแห่งโอกาสของไทยกับการเกาะติดการค้า ระหว่างประเทศเชิงรุกของรัฐบาลในการขยายการเจรจาการค้า FTA และความร่วมมือทางการค้าเชิงยุทธศาสตร์ กับนานาประเทศเป้าหมาย อาทิ สหภาพยุโรป รัสเซีย จีน ญี่ปุ่น อาเซียน ซาอุดีอาระเบีย และ ยูเออี เป็นต้น เพื่อลดผลกระทบจากการพึ่งพาทางการค้ากับสหรัฐที่เป็นอันดับที่ 1 ของไทยแต่คงต้องรักษาดุลยภาพความสัมพันธ์ทางการค้าที่ดีไว้อย่างประเทศที่เสมอภาคกัน นอกจากนั้น การปรับกลยุทธ์ในการดึง FDI เพิ่มสปีดและทำลายกับดักที่เป็นคอขวดของกระบวนการส่งเสริมการลงทุนให้ตอบสนองความต้องการนักลงทุนต่างชาติ

อนาคตการค้าโลกของไทยกับ 5 S ที่มี Strategy การออกแบบกำหนดยุทธศาสตร์ แผนกลยุทธ์ที่สร้างผลกระทบเชิงบวกสูงกับการปรับโครงสร้างสร้างสมดุล OEM-ODM-Branding ผนวกกับ Speed การใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่ถูกต้องแม่นยำ นำเทคโนโลยี AI เพิ่มขีดความสามารถภาครัฐและเอกชน ให้ความสำคัญกับ Skills เกมพลิกโฉมหน้าสมรรถนะที่ส่งแรงบวกให้ผู้ประกอบการ เกษตรกร แรงงานและนักเรียน รวมทั้งภาคประชาชน สร้างเศรษฐกิจใหม่ พร้อมกับ Standard ผลักดันผู้ประกอบการไทยพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลง และสุดท้ายต้องเร่งนวัตกรรมที่นำไปสู่ความยั่งยืนด้วย Sustainovation