โออาร์จับตาขัดแย้งชายแดน รบอีกครั้งจ่อถอนลงทุนปั๊ม-อเมซอน 150 สาขา
เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน ม.ล.ปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยถึงภาพรวมการลงทุนในต่างประเทศ ว่า การลงทุนในต่างประเทศ โดยปกติแล้ว OR จะนำความสำเร็จของการทำธุรกิจภายในประเทศมา replicate และ copy ไปใช้ในต่างประเทศ ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านอย่าง พม่า ลาว กัมพูชา หรือประเทศอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้ ถือเป็นทางเลือกแรก ๆ เนื่องจากประเทศไทยจะมีความได้เปรียบอย่างมากในด้านโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ อาทิ ถนน รถไฟ หรือเรือ ซึ่งเราสามารถนำทรัพยากรเหล่านี้มาต่อยอดทำธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้านได้

ม.ล.ปีกทอง กล่าวว่า สำหรับกัมพูชา เราเคยมีสถานีบริการอยู่กว่า 200 สถานี ซึ่งในจำนวนนี้ 10% เป็นของเราเองส่วนอีก 90 % ที่เหลือเป็นของดีลเลอร์คนกัมพูชาที่เข้ามาร่วมลงทุน เข้าใจว่าหลังจากทั้งสองประเทศมีปัญหากัน หลาย ๆ สถานีบริการก็ได้ขอย้ายออกไปร่วมลงทุนกับเจ้าอื่น ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ เพราะตอนนี้มีกระแสการแอนตี้สินค้าไทยและธุรกิจของปตท.ในกัมพูชา
เท่าที่ทราบมีอยู่ 30-40 รายที่ตัดสินใจเปลี่ยน ตอนนี้เราเหลือสถานีบริการในกัมพูชาอยู่ประมาณ 150 สถานี ซึ่งสถานการณ์ความขัดแย้ง ณ ปัจจุบันก็ยังไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะดำเนินไปในทิศทางใด แต่อย่างไรก็ตามเรามีแผนรองรับอยู่แล้ว แต่แน่นอนว่าถ้ายอดขายดรอปลงเยอะขนาดนี้ มันไม่ใช่ธุรกิจที่คุ้มค่าเท่าใดนัก และเราคงจะไม่ทู่ซี้ทำต่อถ้ามันไม่ดี ยอมรับว่ายอดขายในกัมพูชาร่วงไปกว่า 50-60% แต่อยากจะเรียนว่าไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเท่าใดนัก ยอดขายที่หายไปเป็นเพียง 2-3% ของกำไรของ OR ทั้งบริษัท

ม.ล.ปีกทอง กล่าวต่อไปว่า การเติบโตในต่างประเทศก็คืออนาคต ‘ธุรกิจต่างประเทศ’ เป็นหนึ่งในเสาหลักของการเจริญเติบโตของบริษัท แต่ตอนนี้ต้องพักก่อน เงินลงทุนต่าง ๆ ต้อง slowdown ไม่ aggressive เหมือนเดิม แต่ก็เราได้เตรียมแผนรับมือสถานการณ์ต่าง ๆ ไว้แล้ว เรารู้ว่าถ้าอีเว้นนี้เกิดขึ้น…เราจะทำอะไรต่อ แต่ถ้ามันไม่เกิดเราจะทำอะไรต่อ ซึ่งถ้ายอดขายดรอปลงเยอะขนาดนี้ อาจจะต้องเปลี่ยนเปลี่ยนยุทธวิธี เปลี่ยนกระบวนการลงทุนในกัมพูชา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการลงทุนในกัมพูชาอยู่ในแผนใหญ่ของบริษัท ทุกวันนี้เราเฝ้าดูสถานการณ์อยู่ตลอด ซึ่งคงมีการตัดสินใจอย่างช้าคาดว่า ม.ค. ปีหน้า แต่อย่างเร็วอาจจะเป็นภายในนี้เลยว่าจะทำอย่างไรต่อ หากเริ่มรบกันอีกครั้งก็มีความเป็นไปได้ที่จะต้องปิด ณ วันนี้ยังตอบไม่ได้ ต้องดูสถานการณ์ว่าจะดำเนินไปในทิศทางใด
ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในกัมพูชา ทำให้เรากลับมาย้อนคิดว่าประเทศพี่น้องที่อยู่ใกล้กัน มันมีโอกาสกระทบกระทั่งกันได้ทุกเมื่อ “สิ่งที่เราทำดีมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา มันพังพลาดลงได้ในพริบตาเหมือนกัน ถ้าสองประเทศมีปัญหากัน” ซึ่งนี่จะเป็นบทเรียนที่จะกำหนดรูปแบบการเจริญเติบโตในประเทศเพื่อนบ้านของเราต่อไป





