นักวิชาคาดท่วมใต้กระทบศก. 1.4 แสนล. หาดใหญ่สูงสุด 1.2 หมื่นล. แนะถอดบทเรียน รื้อระบบจัดการภัยพิบัติประเทศ
เมื่อวันที่ 27 รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เผยแพร่บทวิเคราะห์ “ต้องถอดบทเรียนอีกกี่ครั้ง กับ ผลกระทบน้ำท่วมภาคใต้ ปี 2568 ” ดังนี้
ขนาดเศรษฐกิจ 9 จังหวัดน้ำท่วม ปี 2568
ภาคใต้มีทั้งหมด 14 จังหวัด มีขนาดเศรษฐกิจรายจังหวัด (Gross Provincial Product : GPP) อยู่ที่ 1.4 ล้านล้านบาท (2566) คิดเป็น 8% ของ GDP ทั้งประเทศ มี 9 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบมาก ได้แก่ สงขลา นครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง สตูล ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสุราษฎร์ธานี จังหวัดเหล่านี้มีขนาดเศรษฐกิจรวมกัน 967,221 ล้านบาท คิดเป็น 70% ของเศรษฐกิจภาคใต้ ประชาชนได้รับผลกระทบ 2.9 ล้านคน (เกือบ 3 ล้านคน) คิดเป็น 32% ของประชากรในภาคใต้ (9.5 ล้านคน) ครัวเรือนได้รับผลกระทบ 1 ล้านครัวเรือน คิดเป็น 33% ของครัวเรือนในภาคใต้ (3 ล้านครัวเรือน) (ปี 2566 ครัวเรือนไทยมี 23 ล้านครัวเรือน) คนเสียชีวิต (ยังไม่มีตัวเลขที่แน่นอนคาดว่า มากกว่า 100 คน)
ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจเบื้องต้น เสียหาย 1.4 แสนล้านบาท
น้ำท่วมตั้งแต่วันที่ 19 พ.ย 2568 ถึง 27 พ.ย. 2568 รวม 7 วัน ทั้ง 9 จังหวัดได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจเบื้องต้น 1.4 แสนล้านบาท คิดเป็น 15% ของ GPP ทั้ง 9 จังหวัด โดยจังหวัดสงขลาได้รับผลกระทบมากสุดถึง 7.5 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ แยกความเสียหายทางเศรษฐกิจเบื้องต้น ใน 9 จังหวัดภาคใต้ ประกอบด้วย จ.สงขลา มีมูลค่าGPP 251,480 ล้านบาท มูลค่าผลกระทบ 75,444 ล้านบาท จ.ตรัง มีมูลค่าGPP 70,830 ล้านบาท มูลค่าผลกระทบ 14,166 ล้านบาท จ.สตูล มีมูลค่าGPP 33,152 ล้านบาท มูลค่าผลกระทบ 4,973 ล้านบาท จ.พัทลุง มีมูลค่าGPP 42,800 ล้านบาท มูลค่าผลกระทบ 5,564 ล้านบาท จ. นครศรีธรรมราช มีมูลค่าGPP 194,669 ล้านบาท 21,413 จ.ยะลา มีมูลค่าGPP 52,282 ล้านบาท มูลค่าผลกระทบ 4,705 จ.ปัตตานี มีมูลค่าGPP 54,281 ล้านบาท มูลค่าผลกระทบ 3,799 จ.สุราษฎร์ธานี มีมูลค่าGPP 220,374 ล้านบาท มูลค่าผลกระทบ 11,019 ล้านบาท และ จ.นราธิวาส มีมูลค่าGPP 47,353 ล้านบาท มูลค่าผลกระทบ 1,420 ล้านบาท รวมทั้งหมด GPP เท่ากับ 967,221ล้านบาท และ มูลค่าผลกระทบ 142,503 ล้านบาท
หาดใหญ่กระทบหนัก เสียหายมากสุด 1.2 หมื่นล้านบาท
พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้มากสุด คือ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ใน 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 20-27 พ.ย. 2568 เป็นผลกระทบทั้งทางตรง (การหยุดกิจกรรมเศรษฐกิจ) และทางอ้อม (ความเสียหายต่อทรัพย์สินโดยตรง บ้านเรือน, รถ, ร้านค้า, สต็อกสินค้า, ถนน, ไฟฟ้า, ประปา) แบ่งออกเป็น 2 ฉากทัศน์ คือ กรณีผลกระทบน้อย และกรณีผลกระทบมาก พบว่าผลกระทบอยู่ระหว่าง 5,750 ล้านบาท ถึง 12,100 ล้านบาท คิดเป็น 7.5% ถึง 16% ของ GPP หาดใหญ่ (75,000 ล้านบาท)
โดยวิเคราะห์ความเสียหายทางเศรษฐกิจหาดใหญ่เบื้องต้น กรณีการหยุดกิจกรรมเศรษฐกิจ 7 วัน (ตั้งแต่วันที่ 20-27 พ.ย. 2568) ผลกระทบ 1,400 – 1,750 ล้านบาท ถึงมากสุด 2,000 – 2,100 ล้านบาท กรณีความเสียหายต่อทรัพย์สินโดยตรง (บ้านเรือน, รถ, ร้านค้า, สต็อกสินค้า, ถนน, ไฟฟ้า, ประปา) ผลกระทบ 2,000 – 4,000 ล้านบาท ถึงมากสุด 5,000 – 10,000 ล้านบาท รวมความเสียหาย 3,400 – 5,750 ล้านบาท ถึงมากสุด 7,000 – 12,100 ล้านบาท กระทบ GPP 4.5 – 7.5 % ถึงมากสุด 9 – 16%
รัฐบาลบริหารจัดการ “ล้มเหลว” ทุกมิติ
ผลกระทบน้ำท่วมครั้งนี้ มีความเสียหายทางเศรษฐกิจ ชีวิตและทรัพย์สิน มากกว่าน้ำท่วม ปี 2560 ความเสียหายเศรษฐกิจครั้งนี้อย่างน้อย 1.4 แสนล้านบาทใน 9 จังหวัด ไทยต้องถอดบทเรียนอีกกี่ครั้งจีงจะแก้ปัญหาภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ รัฐบาลปัจจุบันจัดการน้ำท่วม ล้มเหลว เพราะมาจาก
1.การแบ่งงาน “เบี้ยหัวแตก” มีทั้งรัฐมนตรีธรรมนัสเป็นประธาน ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เป็นประธาน มีศูนย์ภัยพิบัติทั้งส่วนกลาง และท้องถิ่น รัฐมนตรีแต่ละท่านรับผิดชอบแต่ละจังหวัด การแบ่งงานที่ “ไร้แม่ทัพหลัก” จะไม่ไปในทิศทางเดียวกัน
2.ระบบเตือนภัยพิบัติ “ไม่แม่นยำ” และไม่เชื่อมโยงเป็นระบบเดียวกัน เห็นได้จากช่วงแรก เทศบาลหาดใหญ่บอกว่า “เอาอยู่” ในขณะที่หน่วยงานส่วนกลางเตือนภัย ประเทศไทยได้ใช้งบประมาณในส่วนนี้มากในแต่ละปี แต่ยังไม่เป็นที่ไว้ใจหรือเชื่อถือได้เมื่อเกิดภัยพิบัติ
3. “ล่าช้า” ในการช่วยเหลือและอพพยประชาชน เป็นแบบ “แต่คน ต่างทำ” ภาคเอกชน องค์กร หน่วยงานราชการ ไม่มีแผนปฎิบัติร่วมกัน
4.ทิศทางการสื่อสาร ท้องถิ่นกับส่วนกลาง “ไม่ไปในทางเดียวกัน” ประชาชนจะเชื่อใครดี ผลที่ออกมาเป็นอย่างที่เห็น
ประเทศไทยผ่านภัยพิบัติมากครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ละครั้งที่เกิดขึ้น ทุกภาคส่วนพูดเหมือนกันว่า “ต้องถอดบทเรียน” แต่ประเทศไทยสูญเสียทั้งทางเศรษฐกิจและชีวิตประชาชนทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ ถึงเวลาแล้วที่ต้อง “รื้อระบบการจัดการภัยพิบัติของประเทศ” เสียที

