หน้าแรก เศรษฐกิจ JLL เผยดีลซื้...

JLL เผยดีลซื้อขายโรงแรมปี2568 พุ่ง 2.6 หมื่นล้าน เปิด 3 เทรนด์ธุรกิจอสังหามาแรง

27.11.25 | 22:54 น.

JLL เผยดีลซื้อขายโรงแรมปี2568 พุ่ง 2.6 หมื่นล้าน เปิด 3 เทรนด์ธุรกิจอสังหามาแรง

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน นายกฤช ปิ่มหทัยวุฒิ กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าหน่วยธุรกิจบริการด้านการลงทุน บริษัท โจนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) จํากัด หรือ JLL เปิดเผยว่า ภาพรวมการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไทย เริ่มกลับมากคึกคักหลังชะลอตัวไปในช่วงภาษีสหรัฐมีผลบังคับใช้และหลังมีความชัดเจนจากที่ชะลอไปก็เริ่มกลับมาแล้ว โดยเฉพาะการลงทุนสร้างโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมเขตพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออก(อีอีซี) ส่งผลให้พื้นที่ขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 4 เท่า จากปี 2564 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปี 2569 โดยมีธุรกิจ 3 ประเภทที่ยังเป็นเทรนด์ร้อนแรงและเป็นที่สนใจของนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ดาต้าเซ็นเตอร์, นิคมอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ คลังสินค้า, โรงแรม เนื่องจากมีนโยบายภาครัฐสนับสนุนและได้รับสิทธิประโยชน์จากสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ทำให้ประเทศไทยได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงนักลงทุนไทย

“ดาต้าเซ็นเตอร์คือดาวเด่นของปี2568 ความต้องการได้รับแรงหนุนจากปัจจัยเชิงโครงสร้างไม่ใช่วงจรระยะสั้น ทำให้นักลงทุนยังคงมองบวกต่อสินทรัพย์ประเภทนี้ เมื่อมองไปข้างหน้าในปี 2569 คาดว่าอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรมและคลังสินค้าจะยังคงเป็นกลุ่มที่ทำผลงานโดดเด่นจากทั้งความต้องการด้านโลจิสติกส์ที่แข็งแกร่ง และการขยายตัวของผู้ผลิตระดับภูมิภาค” นายกฤชกล่าว

นายกฤชกล่าวว่า ในส่วนของตลาดที่อยู่อาศัยเทนนด์การพัฒนาบนที่ดินแปลงใหญ่เริ่มหายไป เนื่องจากผู้ประกอบการต้องการคุมต้นทุนที่ดิน จะเห็นการพัฒนาแนวราบเป็นโครงการเล็ก เพื่อบริหารกระแสเงินสดและะเจาะลูกค้าเฉพาะกลุ่ม ส่วนคอนโดมิเนียมในเมือง เช่น สุขุมวิท หลังสวน ชิดลม วิทยุ ยังได้รับความนิยมสำหรับกลุ่มระดับลักชัวรีทั้งที่ดินฟรีโฮลด์และลีสโฮลด์ ขณะที่ราคาที่ดินยังคงปรับตัวสูงขึ้นโดยเฉพาะใจกลางเมือง ส่วนนอกเมืองด้วยผลจากภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ทำให้เจ้าของนำออกมาขายสู่ตลาดมากขึ้น และผู้ซื้อมีตัวเลือกมากขึ้น อาจจะทำให้บางแปลงมีการปรับลดราคาลง

น.ส.พิมพ์พะงา ยมจินดา รองประธานบริหารฝ่ายบริการลงทุนซื้อขายภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก บริการการลงทุนด้านโรงแรม กล่าวว่า ธุรกิจโรงแรมในไทยยังเป็นที่สนใจของนักลงทุนไทยและต่างชาติ ตามภาคการท่องเที่ยวที่เริ่มฟื้นตัว แม้ว่าช่วง 10 เดือนของปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง 7% โดยเฉพาะชาวจีนที่ลดลงไปอย่างมาก แต่มีนักท่องเที่ยวอินเดียและรัสเซียมาแทนในเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างภูเกตและพัทยา ทำให้เกิดความต้องการซื้อขายโรงแรมมากขึ้น จากนักลงทุนที่หลากหลาย โดยคาดว่าในปี 2568 มีประมาณ 20 แห่ง อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯประมาณ 70% และเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต พัทยา สมุย โดยมีมูลค่าสูงถึง 26,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีมูลค่าอยู่ที่ 24,900 ล้านบาท ซึ่งนักลงทุนที่ซื้อเป็นคนไทย 60-70% และต่างชาติ 30% จากเดิมปีก่อนหน้าเป็นนักลงทุนไทยและต่างชาติอยู่ที่ 50:50

Advertisement

“เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวของไทยให้ฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ ภาครัฐจะต้องมีการอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวมากขึ้น เช่น วีซ่าให้เข้ามาได้ง่าย การปลดล็อกเวลาจำหน่ายแอลกอฮอลล์ จัดอีเวนต์ต่างๆ เช่น คอนเสิร์ต มิวสิคเฟสติวัล การแข่งขันด้านกีฬา ด้านโครงกสร้างพื้นฐานการคมนาคมที่ใช้เวลาเดินทางไม่เกิน 1 ชั่วโมง รวมถึงเร่งแก้ปัญหาเรื่องความปลอดภัย เป็นต้น เมื่อน้องท่องเที่ยวเข้ามา ทำให้ยอดจองโรงแรมในเมืองท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น” น.ส.พิมพ์พะงากล่าว

ด้านนายธนานันต์ เรืองวีรวิชญ์ หัวหน้าสายงานบริการตัวแทนด้านการเช่าอาคารสำนักงาน กล่าวว่า ตลาดอาคารสำนักงานในเช่าในกรุงเทพฯความต้องการเช่ายังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงไตรมาส3 ที่ผ่านมา มีพื้นที่ให้เช่าทั้งหมด 11.1 ล้านตารางเมตร มีอัตราการว่าง 20% เพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนโควิดที่ว่าง 9% ส่วนกลุ่มลูกค้าที่ยังมีความต้องการเป็นกลุ่มธนาคาร ประกัน ที่ปรึกษา โดยทำเลที่เริ่มกลับมาคึกคักคือ สีลม หลังมีดุสิตเซ็นทรัลพาร์คเปิด ส่วนทำเลเริ่มดร็อป เช่น สาทร เป็นต้นขณะที่ในปี 2569 จะมีซัพพลายใหม่เข้าสู่ตลาดอีกมากกว่า 200,000 ตร.ม.หลังจากนั้นจะลดลงถึงปี 2572และกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งในปี 2573

“พื้นที่สำนักงานกลายเป็นเครื่องมือทางธุรกิจที่ส่งผลต่อการดึงดูดบุคลากรและประสิทธิภาพองค์กร ยังเป็นตัวแทนแบรนด์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ด้าน ESG และ DEI หรือความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม ซึ่งคนเจเนอเรชัน Z ให้ความสำคัญมาก หลายองค์กรใช้โอกาสที่ตลาดสำนักงานในปัจจุบันมีตัวเลือกมากมายหลายแบบในตลาดเพื่อยกระดับพื้นที่ ขณะเดียวกันก็เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ขึ้น 10-30%” นายธนานันต์กล่าว

ขณะที่นายจักรพันธ์ ภวังคะรัตน์ หัวหน้าสายงานธุรกิจบริหารอาคาร กล่าวว่า การนำเทคโนโลยีมาใช้เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในอาคารที่มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและลดการใช้พลังงานประมาณ 15–20% ขณะเดียวกัน ประสบการณ์ผู้เช่ากลายเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาผู้เช่า โดยเฉพาะในทำเลที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งคุณภาพบริการและความยืดหยุ่นเป็นตัวสร้างความแตกต่าง