หน้าแรก เศรษฐกิจ จับทิศคลื่นลม...

จับทิศคลื่นลมเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกปี 2026

29.11.25 | 12:19 น.

จับทิศคลื่นลมเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกปี 2026

ช่วงท้ายของทุกปี นักกลยุทธ์การลงทุนทั่วโลกเปรียบเสมือนกัปตันที่ยืนอยู่บนสะพานเดินเรือ มองไปยังขอบฟ้าเพื่อประเมินสภาพทะเลที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือในปีข้างหน้า

หลังจากผ่านคลื่นลมน้อยใหญ่ ตั้งแต่วิกฤต Covid-19 เงินเฟ้อพุ่งสูง ดอกเบี้ยนโยบายพลิกเป็นขาขึ้น สงครามยูเครนรัสเซีย การ กลับมาเป็นประธานาธิบดีของ Trump วันปลดแอกสหรัฐ และสงครามเทคโนโลยี

เข้าสู่ปี 2026 ตลาดการเงินโลกเดินทางมาถึงจุดที่คลื่นลมมีท่าทีสงบลงอย่างน่าประหลาด เป็นคำถามที่เราต้องหาคำตอบให้ได้ว่า เหตุการณ์นี้คือฟ้าหลังฝนที่แท้จริง หรือแค่เป็นช่วงพักก่อนพายุฝนรอบใหญ่กันแน่

เริ่มด้วยการวิเคราะห์ธีมปี 2025 ที่ผ่านมา พบว่าลมส่งใหม่กำลังก่อตัว

Advertisement

ตลาดหุ้นโลก (WORLD Index) ปรับตัวขึ้น 18% ในรูปดอลลาร์ และราว 11.4% ในรูปเงินบาท ภายใต้ตลาดหุ้นขาขึ้นนี้ หุ้น Global Semiconductors บวกแรงตามคาดกว่า 44% สิ่งที่เซอร์ไพรส์ที่สุด คือหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ที่ทะยานขึ้นกว่า 50% พร้อมกับกลุ่มการเงินยุโรปที่บวกดีเยี่ยมถึง 47% ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่มบรรจุภัณฑ์ติดลบกว่า 11% หุ้นไทยร่วง 10% พร้อมกับหุ้นกลุ่มพลังงานและบริการสุขภาพ

สัญญาณทั้งหมดสะท้อนว่าลมส่งเศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะ AI และ Cyclicals มีอิทธิพลชัดเจน แต่คลื่นของเศรษฐกิจเก่า (Old Economy) อ่อนกำลังลง และกลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ต้องจับตาในอนาคต

เมื่อลมส่งพัดแรง ตลาดก็มีโอกาสเดินหน้าต่อไม่ยาก ปี 2026 มีเรื่องราวที่ตลาดมองเห็นไปในทางเดียวกัน มีโอกาสเกิดขึ้นสูง 3 เรื่อง

(1) การเติบโตที่ขยายตัวเป็นวงกว้าง

นักวิเคราะห์ในตลาดเห็นตรงกันว่าการเติบโตปี 2026 มีโอกาสจะขยายตัวเป็นวงกว้างมากขึ้น เหตุผลสำคัญคือเศรษฐกิจหลักเริ่มได้อานิสงส์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI การลงทุนใน Data Center ที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในปี 2025

ภาคการผลิต การขนส่ง บริการสุขภาพ และหุ้นขนาดเล็ก มีโอกาสใช้เทคโนโลยีลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพจริงในปี 2026 ผลลัพธ์คือกำไรบริษัทนอกกลุ่ม Big Tech จะเติบโตเร็ว ลดความเสี่ยงการ กระจุกตัวที่สร้างความกังวลในตลาดก่อนหน้านี้

(2) นโยบายการเงินเข้าสู่ช่วงผ่อนคลาย

การที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ลดดอกเบี้ยเพียง 50bps ในปี 2025 ทั้งที่เงินเฟ้อเริ่มทรงตัว และตลาดแรงงานอ่อนแอ ทำให้โอกาสของการลดดอกเบี้ยในปี 2026 เปิดกว้าง

ตลาดคาดว่า Fed Fund Rate จะลดลง 100bps สู่ระดับ 3.0% ในปีหน้า

ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะส่งสัญญาณพร้อมลดดอกเบี้ย 25bps ตั้งแต่ปลายไตรมาสแรกของปี ต่อให้เป็นธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่คาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ยจากระดับต่ำเพียง 0.5% ในปัจจุบัน ก็อาจขึ้นดอกเบี้ยเพียง 50bps

การผ่อนคลายทางการเงินเหล่านี้ ทำให้ต้นทุนเงินทุนลดลง ผ่อนภาระของภาคธุรกิจ เปิดโอกาสให้เงินทุนไหลเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยง

(3) ยุโรป ญี่ปุ่น น่าจับตาจากการกระตุ้นทางการคลัง

ยุโรปและญี่ปุ่นถูกมองว่าเป็นตลาดที่จะรับลมหนุนต่อจากสหรัฐ ในปี 2026 เพราะทั้งสองประเทศกำลังก้าวเข้าสู่รอบกระตุ้นการคลังครั้งใหม่

นักวิเคราะห์เชื่อว่าแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษจากรัฐบาลทั้งสองประเทศ จะช่วยยกฐานการเติบโตระยะยาว และลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้างด้านความมั่นคง

ในขณะเดียวกันการอ่อนค่าของดอลลาร์ จะผลักดันให้กระแสเงินทุนเคลื่อนตัวเข้าสู่ยุโรปและญี่ปุ่นไม่ยาก เพราะมูลค่าตลาดหุ้น (P/E จากกำไรในอีก 12 เดือนข้างหน้า) ที่เริ่มต้นเพียง 15 เท่า และ 17 เท่า ตามลำดับ ต่ำกว่าตลาดหุ้นสหรัฐ (P/E 23เท่า) ประมาณ 25-35%

เมื่อรู้จักลมส่งแล้ว ก็ต้องรู้จักเรื่องราวที่ตลาดมีความเห็นขัดแย้งกัน อาจสร้างความผันผวนไม่ต่างกับบรรดาคลื่นใต้น้ำที่กำลังปะทะกันอยู่

(1) ฟองสบู่ AI

ความเห็นเรื่องฟองสบู่ AI แตกเป็นสองขั้ว

ฝ่ายสนับสนุน (ฟองสบู่ไม่แตก) มองว่าแรงลงทุน AI รอบนี้ต่างจากยุค Dotcom เพราะรายได้จริงเกิดขึ้นแล้วจาก Hyperscalers, Cloud Providers และบริษัท Chip ขณะที่การใช้งาน AI กำลังขยายตัวไปสู่ธุรกิจทั่วไป

แต่ฝ่ายคัดค้าน (เสี่ยงฟองสบู่แตก) มองว่ามูลค่าของตลาดสูงเกินไป นอกจากนั้นระดับการลงทุน AI คิดเป็น 2-5% GDP ใกล้ยุคปี 2000 แต่กำไรในเศรษฐกิจจริงกลับไม่เกิดขึ้น หากการประยุกต์ใช้เร่งตัวไม่เร็วเท่า Internet ใน 1-2 ปีข้างหน้า มีโอกาสเห็นฟองสบู่ AI แตกในไม่ช้า

(2) เงินเฟ้อดีดตัวกลับ

กลุ่มที่เชื่อว่าเงินเฟ้อจะสูงขึ้น ให้เหตุผลว่าค่าแรงไม่ลดลงเพราะมีทั้งการขาดแคลนแรงงานในบางอุตสาหกรรม ภาษีการค้าใหม่ของสหรัฐ (tariffs) ที่จะมีผลต่อต้นทุนสินค้านำเข้าชัดเจนในปี 2026 ขณะที่ราคาสาธารณูปโภคอาจกลับมาผันผวน เพราะ AI ต้องใช้พลังงานมาก ทำให้ราคาค่าไฟ และต้นทุนบริการมีโอกาสเร่งตัว

ขณะที่กลุ่มสนับสนุนเงินเฟ้อต่ำ มองว่าการใช้จ่ายของผู้มีรายได้น้อยอ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัด หนี้ครัวเรือนสูง ขณะที่ราคาอสังหาฯ ปรับตัวขึ้นยากเพราะดอกเบี้ยทรงอยู่ในระดับสูงกว่าอดีต

(3) ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และการเมือง

การเมืองเป็นประเด็นที่คาดเดาได้ยากที่สุด

ฝ่ายที่มองว่าความเสี่ยงการเมืองจะรุนแรงให้เหตุผลว่า โลกกำลังเปลี่ยนเข้าสู่ยุค fragmentation การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ เช่น สหรัฐ-จีน จะยิ่งเข้มข้น เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานจะเปลี่ยนแปลงถาวร นอกจากนี้ ก็มีความไม่แน่นอนทางการเมืองในยุโรป เลือกตั้ง Midterm ในสหรัฐ อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาด คล้ายปี 2018 หรือ 2022

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์อีกฝั่งหนึ่งกลับชี้ให้มองปี 2025 เป็นตัวอย่าง ว่าตลาดปรับตัวต่อเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ได้เสมอ เช่น ราคาน้ำมันไม่พุ่งแรงแม้มีเหตุปะทะในตะวันออกกลาง ขณะที่หลายประเทศก็มีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจให้หลีกเลี่ยงความขัดแย้งระยะยาว ทำให้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจริงจำกัดกว่าที่หลายคนกังวล

สรุปกลยุทธ์ลงทุนปี 2026 เดินหน้าอย่างมีสมดุล

เมื่อดูทิศทางคลื่นลมแล้ว ผมมองว่าธีมเด่นที่เข้ากับปี 2026 มี 4 กลุ่มหลัก ประกอบด้วยการลงทุนในตลาดหุ้น Developed Markets นอกสหรัฐ หุ้นธีม AI Infrastructure และสาธารณูปโภค หุ้น Healthcare ได้เวลากลับตัว และหุ้นผันผวนต่ำ (Min Vol) เหมาะสำหรับปีที่ยังมีคลื่นใต้น้ำ ทั้งฟองสบู่ AI เงินเฟ้อ และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

ในมุมมองของผม ปี 2026 เป็นปีที่ลมไม่เปลี่ยนทิศ และยังคงเป็นปีฟ้าหลังฝนที่ลงทุนได้ แค่ต้องระวังว่าคลื่นใต้น้ำไม่หายไปไหน

กลยุทธ์การลงทุนปี 2026 จึงไม่ใช่การคาดเดาเหตุการณ์ให้ถูกทั้งหมด แต่เป็นปีที่นักลงทุน ต้องเตรียมกลยุทธ์ปรับพอร์ตให้พร้อมกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันให้ได้มากที่สุด

และเมื่อพอร์ตพร้อมแล้ว ที่เหลือคือการติดตาม และลุ้นไปกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและตลาดการเงินตลอด 12 เดือนข้างหน้านี้ไปด้วยกันครับ