ธปท.เผย เศรษฐกิจไทยเดือนตุลาคมขยายตัวต่อเนื่องจากเดือนก่อน โดยการบริโภคภาคเอกชน และรายรับท่องเที่ยวปรับดีขึ้น ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมทรงตัว และการลงทุนภาคเอกชนชะลอลง เงินเฟ้อยังคงติดลบเล็กน้อย ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และตลาดแรงงานปรับดีขึ้นจากภาคบริการ สะท้อนการฟื้นตัวต่อเนื่อง มาตรการรัฐ–ท่องเที่ยว–ส่งออกหนุน แต่อาจได้รับผลกระทบน้ำท่วมและมาตรการภาษีสหรัฐฯ
นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจและการเงินเดือนตุลาคม 2568 ขยายตัวเกือบทุกเครื่องชี้เมื่อเทียบกับเดือนก่อน ยกเว้นภาคการผลิตอุตสาหกรรมที่ทรงตัวและการลงทุนภาคเอกชนที่ลดลง โดยภาพรวมสอดคล้องกับที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินไว้ ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์น้ำท่วม และผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ขณะที่ยังมีแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง
นางปราณี ระบุว่า เศรษฐกิจด้านอุปสงค์ปรับดีขึ้น โดยการบริโภคภาคเอกชน CPI เดือนตุลาคมเพิ่มขึ้น 1.3% จากการใช้จ่ายบริการที่ขยายตัวตามท่องเที่ยว และผลของโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่งที่สิ้นสุดลงในเดือนนี้ หมวดสินค้าไม่คงทนเพิ่มขึ้นตามการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ส่วนสินค้าคงทนเพิ่มจากยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า แม้ยอดขายรถกระบะยังชะลอ ด้านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่สอง ตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาล ทั้งมาตรการเที่ยวดีมีคืน มาตรการคนละครึ่งพลัส และแผนมาตรการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ที่จะเริ่มในปีหน้า แม้ว่าผู้บริโภคยังมีความกังวลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และปัญหาหนี้ครัวเรือน
นางปราณี กล่าวว่า ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน (PII) ลดลง 1.1% ตามการหดตัวของการลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์ ขณะที่การนำเข้าสินค้าทุน เช่น อุปกรณ์สำนักงานและคอมพิวเตอร์ปรับลดลง สอดคล้องกับยอดจำหน่ายเครื่องจักรในประเทศจีนที่ชะลอ ขณะที่การลงทุนด้านยางและก่อสร้างลดลงเล็กน้อย ส่วนภาคการท่องเที่ยว มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 2.6 ล้านคน เพิ่มขึ้น 11% จากเดือนก่อน ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวตลาดระยะใกล้ โดยเฉพาะจีนและเกาหลีใต้ที่มีวันหยุดยาว ส่งผลให้รายรับจากนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 1.9% นับตั้งแต่ต้นปีถึง 23 พฤศจิกายน มีนักท่องเที่ยวสะสม 29 ล้านคน
ด้านการส่งออก มูลค่าส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำเพิ่มขึ้น 0.7% จากเดือนก่อน และขยายตัว 12.8% YoY ขณะที่ส่งออกรวมทองคำขยายตัว 5.3% YoY หนุนโดยสินค้าในกลุ่ม AI และดาต้าเซ็นเตอร์ อย่างไรก็ตาม หมวดยานยนต์ส่งออกลดลงจากอุปสงค์ในตลาดออสเตรเลียที่ชะลอ ส่วนการส่งออกไปสหรัฐเพิ่มขึ้น 5.8% จากเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร ทรานส์ฟอร์เมอร์ และสินค้าเกษตรแปรรูป แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ
“ในส่วนของการนำเข้าสินค้าไม่รวมทองคำลดลง 6.2% ตามการนำเข้าโทรศัพท์มือถือและรถยนต์ไฟฟ้าที่ปรับลดลงหลังจากเร่งนำเข้าในเดือนก่อน รวมถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากจีนและสิงคโปร์ที่ลดลง ด้านการใช้จ่ายภาครัฐหดตัว 1.0% YoY จากรายจ่ายประจำและการลงทุนรัฐวิสาหกิจ แม้รายจ่ายลงทุนภาครัฐบาลกลางขยายตัวตามงบเหลื่อมปี” นางปราณี กล่าว
นางปราณี กล่าวต่อว่า สำหรับเศรษฐกิจด้านอุปสงค์ การผลิตภาคอุตสาหกรรมทรงตัวจากเดือนก่อน จากการลดลงของการผลิตปิโตรเลียมเพราะปิดซ่อมบำรุง ขณะที่หมวดอิเล็กทรอนิกส์ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ อาหารและเครื่องดื่ม และยานยนต์ปรับดีขึ้น หากไม่รวมหมวดปิโตรเลียม ดัชนี MPI จะเพิ่มขึ้น 1.2% ภาคบริการฟื้นตัวตามการท่องเที่ยวและการส่งออก โดยเครื่องชี้ภาคบริการ (SPI) เพิ่มขึ้น 0.8% โดยเฉพาะโรงแรม ร้านอาหาร และการขนส่งผู้โดยสาร ส่วนการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้นตามผลผลิตเกษตรและการส่งออก
ทางด้านรายได้เกษตรกรหดตัวจากราคาสินค้าเกษตรที่ลดลง โดยเฉพาะราคายางพารา และข้าวขาวที่อ่อนตัวลงตามอุปทานในประเทศและต่างประเทศที่ยังสูง ขณะที่ราคาผลไม้ เช่น ลำไยและทุเรียนได้รับผลกระทบจากความกังวลเรื่องการตรวจสารตกค้างของจีน แต่ปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นตามสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย
“ด้านภาวะการเงิน การระดมทุนธุรกิจเพิ่มขึ้นจากตลาดตราสารหนี้และตลาดทุน โดยภาคการผลิต การค้า พลังงาน และท่องเที่ยวมีการออกตราสารหนี้เพิ่มขึ้น ขณะที่สินเชื่อสุทธิลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มปิโตรเลียม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเฉลี่ยลดลงตามคาดการณ์การปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย” นางปราณี กล่าว
นางปราณี กล่าวว่า อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทอ่อนค่าต่อดอลลาร์ในเดือนตุลาคมตามทิศทางเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า ก่อนกลับมาแข็งค่าเล็กน้อยในเดือนพฤศจิกายนจากเงินทุนไหลเข้าซื้อพันธบัตรระยะยาว ดัชนี NEER อ่อนค่าในเดือนตุลาคมและแข็งค่ากลับในเดือนพฤศจิกายน
ส่วนด้านภาคอสังหาริมทรัพย์ ไตรมาส 3 ปี 2568 นางปราณีกล่าวว่า ตลาดหดตัวต่อเนื่องจากอุปสงค์ที่อยู่อาศัยทั้งแนวราบและอาคารชุดที่ชะลอตัวจากกำลังซื้อในประเทศและต่างประเทศ แม้อุปทานเปิดขายใหม่จะเพิ่มขึ้นจากอาคารชุดหลังชะลอตัวในไตรมาสก่อน ราคาที่อยู่อาศัยโดยรวมลดลงจากไตรมาสก่อน
“เสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวม อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ -0.76% ใกล้เคียงเดือนก่อน โดยหมวดพลังงานติดลบมากขึ้นตามราคาน้ำมัน ขณะที่หมวดอาหารติดลบน้อยลงจากราคาผักที่เพิ่มขึ้นเพราะน้ำท่วม เงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวกใกล้เคียงเดือนก่อน ด้านตลาดแรงงาน การจ้างงานปรับดีขึ้นจากภาคบริการ ขณะที่ภาคการผลิตยังทรงตัว ผู้ขอรับสิทธิว่างงานทรงตัวจากเดือนก่อน ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาขาดดุล 1.8 พันล้านดอลลาร์จากดุลการค้าที่หดตัว
ทั้งนี้ นางปราณีจึงฝากให้ทางภาครัฐ และเอกชน จับตาดูผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในระยะต่อไปว่าจะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจไทยในอนาคตได้อย่างไรบ้าง


