ความเชื่อมั่นผู้บริโภค พ.ย. ยืนช่วงเชื่อมั่น เกาะติดท่วมกดดัชนีต่ำลงอีกครั้ง
เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือนพฤศจิกายน 2568 ของประชาชน 6,456 รายทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เพิ่มขึ้นและอยู่ที่ 51.8 จุด
ปัจจัยจากเริ่มใช้โครงการคนละครึ่ง พลัส รวมถึงคาดหวังต่อภาคการท่องเที่ยวช่วงปลายปีดีขึ้น แต่สถานการณ์ยังเจอความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ความกังวลราคาสินค้าเกษตรที่ต่ำกว่าปีก่อนหน้าและการค้าระหว่างประเทศ เป็นปัจจัยกดดันความเชื่อมั่้น รวมเหตุการณ์อุทกภัยพื้นที่ภาคใต้เกิดปลายเดือนพฤศจิกายนนั้น เป็นสถานการณ์ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด อาจส่งผลต่อดัชนีภาพรวมในระยะถัดไป
ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม พฤศจิกายน อยู่ที่ 51.8 จุด เป็นการปรับตัวสูงขึ้นต่อเป็นเดือนที่ 2 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ 58 จุด เพิ่มขึ้นจาก 57.6 จุดในเดือนก่อนหน้า
โดย ปัจจัยส่งผลให้ดัชนีอยู่ในระดับเชื่อมั่น มาจาก 1.การเดินหน้าขับเคลื่อน Quick Big Win ของภาครัฐ ผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการช่วยเหลือทั้งประชาชนและภาคธุรกิจที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ช่วยเสริมสภาพคล่องและลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนและผู้ประกอบการ ส่งผลเชิงบวกต่อบรรยากาศเศรษฐกิจโดยรวม 2.การขยายตัวของภาคการท่องเที่ยวช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี ประกอบกับนโยบายสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศของภาครัฐ ช่วยให้จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวต่างชาติและชาวไทยเพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อรายได้ของภาคธุรกิจการค้าและบริการ และ3. ภาคการส่งออกไทยยังขยายตัวได้ดี จากอุปสงค์ในตลาดต่างประเทศดีขึ้น ประกอบกับภาครัฐเร่งดำเนินมาตรการทางการค้าเพื่อสนับสนุนการส่งออกให้เติบโตต่อเนื่อง ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ 42.6 จุด แม้เพิ่มขึ้นจาก 40.9 จุด ในเดือนก่อนหน้า แต่มีค่าต่ำกว่าระดับ 50 นับว่าอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น
โดย ปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่น มาจากหลายปัจจัย อาทิ ความกังวลต่อภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายของประชาชนและภาคธุรกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง ราคาพืชเกษตรอยู่ในระดับต่ำกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลต่อรายได้เกษตรกร สถานการณ์น้ำท่วม และสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย – กัมพูชา ทั้งนี้ ยังมีปัจจัยอาจเป็นแรงกดดันส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระยะข้างหน้า อาทิ ผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมต่อภาคประชาชนและธุรกิจ รวมถึงปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และสถานการณ์ตึงเครียดทางการค้าระหว่างประเทศ อาจส่งผลต่อภาคการผลิต การจ้างงานและการส่งออกของไทย ซึ่งเป็นประเด็นต้องติดตามใกล้ชิด
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุด คิดเป็น 49.75 % รองลงมา คือ มาตรการของภาครัฐ 14.95% เศรษฐกิจโลก 8.09 % ราคาสินค้าเกษตร 8.01% สังคม/ความมั่นคง 7.47% การเมือง 5.85% ภัยพิบัติ/โรคระบาด 2.43 %ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง 2.06% และ อื่น ๆ 1.39% ตามลำดับ
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีอยู่ในช่วงเชื่อมั่น 4 ภาค ได้แก่ กรุงเทพและปริมณฑล อยู่ที่ 61.1 จุด ภาคกลาง อยู่ที่ 52.4 จุด ภาคเหนือ อยู่ที่ 50.7 จุด ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ 50.6 จุด ลดลงจากเดือนก่อนหน้าเล็กน้อย จากสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ภาคใต้ ลดลงต่ำกว่าความเชื่อมั่น อยู่ที่ 49.9 จุด จากความกังวลต่อสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายอาชีพ 7 อาชีพ พบว่า มี 4 กลุ่มอาชีพที่ดัชนีอยู่ในช่วงเชื่อมั่น ได้แก่ พนักงานของรัฐ ผู้ประกอบการ พนักงานเอกชน และนักศึกษา ขณะที่มี 3 กลุ่มอาชีพที่ดัชนีอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น คือ เกษตรกร อาชีพรับจ้างอิสระ และ ไม่ได้ทำงาน/บำนาญ สำหรับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ 48 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าแต่ยังอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น

นายนันทพงษ์ กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพฤศจิกายน 2568 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและอยู่ในช่วงความเชื่อมั่นเป็นเดือนที่ 2 สะท้อนความหวังของประชาชนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการเปิดใช้โครงการคนละครึ่ง พลัส ช่วยกระตุ้นให้เกิดการบริโภคและการใช้จ่ายของประชาชน ส่งผลให้บรรยากาศทางเศรษฐกิจในภาพรวมดีขึ้น ประกอบกับความหวังต่อภาคการท่องเที่ยวปลายปีเป็นอีกแรงสนับสนุน แต่เดือนพฤศจิกายน
ยังมีเหตุการณ์หลีกเลี่ยงไม่ได้ ได้แก่ สถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชาที่กลับมารุนแรงอีกครั้ง รวมถึงการระงับการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ จากสถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนที่ผ่านมา นอกจากนี้ สถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ทั้งภาคกลางและพื้นที่เขตปริมณฑล ยังส่งผลต่อความกังวลของประชาชนด้วยในอีกทางหนึ่ง โดยเฉพาะสถานการณ์น้ำและสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ภาคใต้ ที่เป็นแรงกดดันสำคัญต่อความรู้สึกของประชาชนตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน และส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคภาคใต้ ทยอยปรับตัวลดลง ส่วนเหตุอุทกภัยอย่างรุนแรงในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน แม้ยังไม่ส่งผลอย่างชัดเจน
ต่อดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนพฤศจิกายน แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยคาดว่าผลของอุทกภัยดังกล่าว จะต่อเนื่องและส่งผลอย่างชัดเจนต่อดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนถัดไป
ทั้งนี้ กระทรวงคงดำเนินมาตรการอย่างรอบด้านเพื่อสร้างบรรยากาศและความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนปลายปี 2568 โดยมุ่งส่งเสริมการฟื้นตัวของการบริโภค การใช้จ่าย และภาคการท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ กระทรวงฯคงติดตามและเฝ้าระวังเหตุการณ์อุทกภัยอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การดำเนินนโยบายและการช่วยเหลือเป็นไปอย่างครอบคลุมและทันท่วงที โดยปัจจุบันกระทรวงฯดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างเร่งด่วน ได้แก่ การจัดส่งวัตถุดิบและของใช้จำเป็นให้เพียงพอต่อความต้องการของหน่วยงานและประชาชนภายในพื้นที่ การประสานผู้ประกอบการเพื่อจัดส่งสินค้าอุปโภคและบริโภคจำเป็นเข้าสู่พื้นที่ป้องกันการขาดแคลนสินค้า และการเตรียมจัดงานธงฟ้าหลังน้ำลด เพื่อลดภาระประชาชนในช่วงการฟื้นฟู รวมถึงมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ทั้งการกระจายและจัดจำหน่ายสินค้าและการส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อการฟื้นฟูกิจการ เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจฟื้นตัวพร้อมกลับมาเป็นส่วนสำคัญของรากฐานเศรษฐกิจประเทศโดยเร็ว


