ไทย ‘เงินเฟ้อติดลบ’ อันดับ 3 โลก อดีตผช.รมว.พาณิชย์ เตือนเศรษฐกิจ เสี่ยงชะลอตัวแรง

4.12.25 | 11:52 น.

ไทยเงินเฟ้อติดลบอันดับ 3 โลก วรวงศ์ เตือนเศรษฐกิจเสี่ยงชะลอตัวแรง

นายวรวงศ์ รามางกูร อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ แสดงความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจไทย หลังสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) รายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนพฤศจิกายน 2568 พบว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลงร้อยละ 0.49 ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 ติดต่อกัน และดัชนีราคาผู้บริโภคอยู่ที่ 100.15

นายวรวงศ์กล่าวว่า “ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนพฤศจิกายนเท่ากับ 100.15 ซึ่งไทยใช้ปี 2562 เป็นปีฐาน หมายความว่าเกือบ 6 ปีที่ผ่านมา ราคาสินค้าในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเพียง 0.15% หรือแทบไม่ขยับเลย สะท้อนอุปสงค์ภายในที่อ่อนแรงอย่างยาวนาน ผู้ประกอบการไม่สามารถขึ้นราคาได้ บ่งชี้ถึงภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาเรื้อรัง”

เขายังชี้ว่า เงินเฟ้อไทยติดลบต่อเนื่องและอยู่ในระดับต่ำสุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเดือนตุลาคมไทยอยู่ในอันดับ 3 จาก 132 เขตเศรษฐกิจ และในเดือนกันยายนอยู่ในอันดับ 6 ขณะที่ในภูมิภาคอาเซียนไทยรั้งท้ายเป็นอันดับ 1 ติดต่อกัน นับเป็น “สัญญาณเตือนภัย” ว่าเศรษฐกิจภายในประเทศจะชะลอตัวอย่างหนัก

“ราคาพลังงานทั่วโลกลดลงเหมือนกัน แต่มีเพียงไม่กี่ประเทศที่เงินเฟ้อติดลบ คำถามคือเหตุใดไทยจึงอยู่ในกลุ่มนั้น เป็นเพราะโครงสร้างอุปสงค์ภายในของเรามีความเปราะบางกว่าประเทศอื่น หรือเพราะนโยบายการเงินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนไม่สอดรับกับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน หรือทั้งสองประการ” นายวรวงศ์ตั้งคำถาม

Advertisement

ด้าน สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดว่า GDP ไตรมาส 4 ปีนี้จะขยายตัวเพียง 0.6% ต่ำกว่า 1% ขณะที่ทั้งปี 2569 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตเพียง 1.7% ซึ่งต่ำกว่า 3% ติดต่อกันเป็นปีที่ 8 ส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า

นายวรวงศ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า แม้ไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืดเต็มรูปแบบ แต่การมีเงินเฟ้อติดลบต่อเนื่องหลายเดือนควบคู่กับเศรษฐกิจที่โตต่ำ อาจทำให้ไทยเข้าใกล้ภาวะ “เงินฝืดเชิงเทคนิค” ซึ่งควรจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจกระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภค การลงทุนภาคเอกชน และทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวม

นายวรวงศ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ผมประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวเร็วและแรงกว่าที่คาด การประกาศแผนปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีสรรพสามิตเชื้อเพลิงของรัฐอาจยิ่งซ้ำเติมภาวะกำลังซื้อที่อ่อนแออยู่แล้ว และอาจทำให้ภาคธุรกิจและนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติชะลอการลงทุนอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2569”