สันติธาร ชี้ โลกเปลี่ยน เกมท่องเที่ยวเข้มขึ้น ไทยพร้อมหรือยัง?
เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ดร.สันติธาร เสถียรไทย นักยุทธศาสตร์แห่งอนาคต อดีตผู้บริหารบริษัทเทคฯและภาคการเงินระดับโลก โพสต์ผ่าน เฟซบุ๊ก ระบุข้อความดังนี้
การท่องเที่ยวเรายังแข่งขันได้ไหม ในโลกที่เปลี่ยนไป นี่คือคำถามที่ไทยควรเริ่มถามตัวเองอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในวันที่โลกการท่องเที่ยวกำลังเข้าเฟสใหม่
ในรายงาน 3 ชิ้นล่าสุด ของ World Economic Forum (WEF) มีหลายประเด็นที่สะท้อนชัดว่า การท่องเที่ยวยุคใหม่ เป็นเกมที่ต่างจากอดีตอย่างสิ้นเชิง ขอหยิบประเด็นที่ผมมองว่าไทยควรให้ความสำคัญมาแชร์ครับ
1. นักเดินทางไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ภายในปี 2034 การท่องเที่ยวโลกจะสร้างมูลค่ามากกว่า 16 ล้านล้านดอลลาร์ และมีจำนวนทริปสูงกว่า 30,000 ล้านครั้งต่อปี สิ่งที่เปลี่ยนมากที่สุด คือ “ใครคือผู้เดินทาง และเขาต้องการอะไร” เครื่องยนต์หลักของการเติบโต ไม่ใช่ยุโรปหรืออเมริกา แต่คือชนชั้นกลางในเอเชีย จีน อินเดีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และอาเซียน
และเมื่อการทำงานแบบยืดหยุ่นกลายเป็นเรื่องปกติแนวโน้ม Workation ก็ทำให้เมืองท่องเที่ยวต้องเป็น “เมืองน่าอยู่ไป” พร้อมกัน ปัจจัย เช่น internet คุณภาพสูง, long-stay accommodation, และ พื้นที่ทำงานร่วมสมัยจะยิ่งสำคัญ

2. แรงกดดันรูปแบบใหม่
3. การท่องเที่ยวไม่ใช่ “อุตสาหกรรม” แต่เป็น “ระบบนิเวศ” ที่ต้องขยับพร้อมกัน
หนึ่ง ขยายสนามบินหรือถนน แต่ไม่แก้ระบบน้ำ ขยะ และที่อยู่อาศัยของชุมชน ทำให้เกิดความแออัดและชาวบ้านเริ่มต่อต้าน สอง ทำการตลาดดึงนักท่องเที่ยวเพิ่ม โดยไม่ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานหรือดูแลระบบนิเวศ ส่งผลให้รายได้ต่อหัวไม่เพิ่ม แต่ต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น สาม ออกนโยบายสีเขียว แต่ไม่มีระบบกำกับที่ทำงานร่วมกันหลายกระทรวง ทำให้มาตรการใช้จริงไม่ได้และกลายเป็น greenwashing
สี่ ใช้แรงงานราคาถูกเพื่อดึงต้นทุนลงในระยะสั้น แต่คุณภาพบริการตกลง เทิร์นโอเวอร์สูง ทำให้ธุรกิจและทั้งอุตสาหกรรมไม่พัฒนา ห้า จำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวโดยไม่จัดการด้านราคา คุณภาพสินค้า หรือสนับสนุน SME ทำให้รายได้ลดลงและผู้ประกอบการท้องถิ่นได้รับผลกระทบหนักกว่าเดิม
ทั้งหมดนี้สะท้อนความจริงว่า การท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับผังเมือง โครงสร้างพื้นฐาน แรงงาน ขนส่ง สิ่งแวดล้อม ดิจิทัล การศึกษา และชุมชนในพื้นที่อย่างลึกซึ้ง ถ้าฟันเฟืองหนึ่งไม่ขยับ ฟันเฟืองอื่นจะต้านจนระบบทั้งหมดสะดุด
4. โมเดลการแก้ปัญหาที่น่าสนใจจากต่างประเทศ
โปรตุเกส – แก้ปัญหาเมืองใหญ่ล้นและเมืองรองไม่โต ตั้งคณะกรรมการระดับชาติที่รวมผังเมือง คมนาคม สิ่งแวดล้อม การเงิน และท่องเที่ยวมานั่งโต๊ะเดียวกัน ตั้งกองทุน Tourism Investment Fund ที่รัฐลงทุนร่วมเอกชนเพื่อเพิ่มการลงทุนในเมืองรองและโครงสร้างพื้นฐาน ผลลัพธ์คือรายได้ท่องเที่ยวโตมากกว่าเท่าตัวในสิบปี และสัดส่วนนักท่องเที่ยวในเมืองรองเพิ่มจาก 28% เป็น 36%
นิวซีแลนด์ -ใช้โมเดล Regenerative Tourism เก็บ Visitor Levy และนำเงินไปฟื้นฟูธรรมชาติ พัฒนาห้องน้ำ เส้นทางเดิน และระบบความปลอดภัย พร้อมสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลระดับชาติที่เชื่อมมือถือ โรงแรม บัตรเครดิต และสายการบิน ทำให้เห็นภาพชัดว่าจุดไหนล้น จุดไหนควรกระจาย จนสามารถจำกัดคนแบบมีข้อมูลรองรับและทำให้คนพื้นที่สนับสนุน
โบโรบูดูร์ ในอินโดนีเซีย – การกำหนดราคาแบบ dynamic pricing แยกช่วงพีคและโลว์ ตลอดจนกำหนดจำนวนเข้าชมเป็นรอบ ๆ ทำให้จำนวนคนลดลง 29% แต่รายได้เพิ่มขึ้น และช่วยปกป้องโบราณสถานจากการเสื่อมสภาพ
สิงคโปร์ – ยกระดับแรงงานโดยเน้นทักษะที่โยกไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นได้ (Transferable skills) เช่น ทักษะด้านเทคโนโลยี หรือ งานบริการคุณภาพสูง ที่ใช้ได้ทั้งในโรงแรม ร้านค้า สนามบิน หรือทักษะการจัดอีเวนต์ที่ใช้ได้ทั้งใน MICE คอนเสิร์ต หรือแม้แต่ด้านโลจิสติกส์ ทำให้แรงงานมีใช้เทคโนโลยีเป็น รายได้ดีขึ้น และที่สำคัญยืดหยุ่นมากขึ้น เพราะสามารถย้ายกลับไป-มาทำอุตสหากรรมอื่นๆได้
5. เราพร้อมหรือยัง
ในปีนี้เราเห็นแล้วว่าการท่องเที่ยวแข่งขันเข้มขึ้นมาก และต่อไปน่าจะยิ่งท้าทาย เพราะหลายประเทศก็ต้องการรายได้จากท่องเที่ยว เราอาจจะเล่นเก่งในอดีต แต่นี่ไม่ใช่เกมที่เราตื่นมาชนะได้เหมือนเดิม รายงานนี้ชี้ให้เห็นว่า “เกมกำลังเปลี่ยน”
โลกการท่องเที่ยวกำลังเดินหน้าเร็วมาก ประเทศที่ไม่ยอม “อัพเกรดระบบ” จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แต่ประเทศที่คิดแบบ ecosystem พร้อมใช้ข้อมูล-เทคโนโลยี พร้อมลงทุนในคน พร้อมปกป้องธรรมชาติ จะกลายเป็นผู้นำของเศรษฐกิจท่องเที่ยวยุคใหม่
ไทยมี “จุดแข็ง” เอามาใช้ได้มากมาย แต่เราพร้อมปรับตัวหรือยัง…
สำหรับรายงาน World Economic Forum (WEF) ที่ดร.สันติธาร เสถียรไทยกล่าวถึงในบทความมีดังนี้

