
เศรษฐกิจไทยในปี 2569 กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เมื่อต้องรับมือกับแรงกดดันทั้งจากภายนอกและภายในประเทศ ทำให้ปีนี้กลายเป็นปีที่ต้อง “ประคับประคอง” มากกว่า “เติบโตอย่างแข็งแกร่ง”
วิจัยกรุงศรีคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะเติบโตเพียง 1.8% ชะลอลงจากปี 2568 ที่คาดว่าจะขยายตัว 2.1% ตัวเลขนี้สะท้อนความเป็นจริงที่ว่าเครื่องยนต์สำคัญหลายด้านของเศรษฐกิจไทยกำลังค่อยๆ ลดแรงขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็นการส่งออก การท่องเที่ยว การใช้จ่ายภาครัฐ การบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน ดังนี้
ภาคส่งออก : เมื่อโลกเปลี่ยนไป
ภาคการส่งออกไทยกำลังเผชิญความท้าทายใหญ่ในปี 2569 หลังจากได้รับแรงหนุนจากการที่ผู้ซื้อต่างประเทศเร่งสั่งซื้อสินค้าไทย (Front-loading) ก่อนที่มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2568 ที่สินค้าจากไทยจะโดนคิดภาษีนำเข้าสูงถึง 19% แต่เมื่อแรงส่งดังกล่าวหมดลง การส่งออกในปี 2569 อาจกลับมาหดตัวราว -1.8% ในปี 2569 หลังจากขยายตัวดีในปีก่อนหน้า นอกจากนี้ไทยยังเสี่ยงที่จะได้รับผลจากภาษีนำเข้ารายสินค้าเพิ่มเติม ซึ่งอาจขยายครอบคลุมไปยังสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทยอีกด้วย นโยบายดังกล่าวนอกจากจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกของไทยแล้ว ยังสร้างแรงสะเทือนต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ทำให้เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัว ซึ่งส่งผลให้ความต้องการสินค้าไทยลดลงไปอีกทางหนึ่ง
ภาคท่องเที่ยว : ฟื้นตัวแต่ยังต่ำกว่าศักยภาพ
นักท่องเที่ยวต่างชาติกำลังกลับมาเยือนไทยมากขึ้นเรื่อยๆ จากตัวเลขราว 33.3 ล้านคนในปี 2568 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 35.5 ล้านคนในปี 2569 ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับภาคบริการที่เป็นเสาหลักของเศรษฐกิจไทย เห็นได้จากสายการบินต่างๆ ที่เริ่มมองเห็นโอกาสชัดเจนขึ้นในช่วงฤดูหนาว 2568/2569
(26 ต.ค.68-28 มี.ค.69) โดยเพิ่มจำนวนเที่ยวบินเข้าไทยอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังขยายเส้นทางการบินใหม่ๆ จากจีนและอินเดีย อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยวที่ 35.5 ล้านคนยังคงห่างไกลจากยุคทองก่อนโควิดที่ไทยเคยต้อนรับนักท่องเที่ยวมากถึงราว 40 ล้านคน สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาด
ท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป เพราะปัญหาสำคัญอยู่ที่ตลาดจีนฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดไว้มาก เนื่องจากประเด็นความปลอดภัยที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในโซเชียลมีเดียจีน ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการเข้ามาท่องเที่ยวในไทย ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียต่างก็แข่งขันกันดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนอย่างดุเดือด
การใช้จ่ายภาครัฐ: ชะลอลงตามข้อจำกัดทางการคลังและความไม่แน่นอนทางการเมือง
การใช้จ่ายภาครัฐกำลังเผชิญข้อจำกัดในปี 2569 จากพื้นที่ทางการคลังที่ลดลง เห็นได้จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 มีวงเงินรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนที่ต่ำกว่าปีก่อนหน้า นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยจากความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง รัฐบาลที่รักษาการในช่วงนั้นจะมีข้อจำกัดในการดำเนินนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ การอนุมัติโครงการลงทุนใหม่ หรือการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ด้วยเหตุนี้ บทบาทของการใช้จ่ายภาครัฐในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจึงคาดว่าจะลดน้อยลงในช่วงครึ่งแรกของปี 2569
การบริโภคภาคเอกชน: กำลังซื้อยังอ่อนแรงท่ามกลางปัญหาเชิงโครงสร้าง
หลังจากโควิดผ่านพ้นไป คนไทยกลับมาใช้จ่ายกันอีกครั้ง ห้างร้านคึกคัก บวกกับมาตรการกระตุ้นต่างๆ ของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมาก็ช่วยให้การบริโภคฟื้นตัวและกลายเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ดึงเศรษฐกิจไทยให้ลุกขึ้นมาได้ แต่ภาพความสดใสนั้นค่อยๆ จางหายไปจากหลายปัญหาที่รุมเร้า ไม่ว่าจะเป็นหนี้ครัวเรือนที่สูงกว่า 80% ของ GDP ขณะที่รายได้เติบโตช้ากว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น สะท้อนว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังคงติดกับดักหนี้ นอกจากนี้ เกษตรกรซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจยังคงมีรายได้อยู่ในระดับต่ำ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้คาดว่าการบริโภคภาคเอกชนจะชะลอลงและเติบโตเพียง 2.2% ในปี 2569
สิ่งที่น่าสนใจอีกประเด็นคือ มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงที่ผ่านมาล้วนเป็นมาตรการกระตุ้นระยะสั้น เมื่อมาตรการเหล่านี้หมดระยะเวลาลง ครัวเรือนก็ต้องกลับมาใช้ชีวิตด้วยรายได้ปกติที่ยังคงเติบโตช้าและไม่เพียงพอต่อการใช้จ่าย ทำให้เราเห็นกำลังซื้อของประชาชนอ่อนแรงลงเรื่อยๆ การบริโภคภาคเอกชนในปี 2569 จึงไม่สามารถเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจได้เหมือนในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา และเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยมาตรการกระตุ้นระยะสั้นอีกต่อไป
การลงทุนภาคเอกชน: แม้เติบโตช้าแต่หวังว่ายังรักษาแรงส่งได้
การลงทุนภาคเอกชนในปี 2569 ยังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปที่ 1.5% ด้วยปัจจัยสนับสนุนจากการลงทุนในโครงการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ตลอดจนเม็ดเงิน FDI ที่ยังไหลเข้าประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานหมุนเวียน นอกจากนี้ กลไก Thailand FastPass ของ BOI คาดว่าจะช่วยเร่งให้โครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน เดินหน้าลงทุนได้เร็วขึ้น อีกทั้งกระแสการย้ายฐานการผลิตจากจีนมาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไทยมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากโครงสร้างพื้นฐานและห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง
อุปสรรคที่รออยู่ในปี 2569
จะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ยังต้องเผชิญความเสี่ยงและความท้าทายสำคัญหลายด้าน อาทิ ความตึงเครียดทางการค้าโลกที่ทวีขึ้น นโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐ ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาวะ Twin Influx จากการไหลทะลักของสินค้านำเข้าจากสหรัฐ และจีนเข้าสู่ตลาดไทย ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างหนี้ครัวเรือนและสังคมสูงวัย ตลอดจนความไม่แน่นอนด้านนโยบายและความเสี่ยงทางการเมืองในประเทศ ดังนั้นจึงเป็นอีกปีหนึ่งที่สะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยว่า แม้ยังเดินหน้าต่อไปได้ แต่เราคงต้องเดินกันแบบไม่ประมาท

