นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)เปิดเผยว่า ก.ล.ต. เปิดให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) สามารถออกและเสนอขายกองทุนรวมประเภทเฮดจ์ฟันด์ ซึ่งสามารถลงทุนในทรัพย์สินทางการเงินและทำธุรกรรมทางการเงินได้ทุกประเภท โดยไม่มีข้อจำกัดอัตราส่วนการลงทุน เนื่องจากกองทุนรวมเฮดจ์ฟันด์จะมีความเสี่ยงและความซับซ้อนสูง ในขณะที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น จึงเปิดให้เฉพาะผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนประเภทรายใหญ่พิเศษเท่านั้นที่สามารถลงทุนได้ และเพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับความคุ้มครองในระดับที่เหมาะสม
ทั้งนี้ ได้ปรับข้อกำหนดเกี่ยวกับการขายกองทุนรวมเฮดจ์ฟันด์ให้เคร่งครัดขึ้น โดยบริษัทจัดการต้องอธิบายให้ผู้ลงทุนทราบถึงลักษณะและความเสี่ยงของกองทุนรวมประเภทนี้อย่างละเอียด ให้ข้อมูลผลกระทบจากเหตุการณ์เชิงลบอย่างมากที่สุดต่อการลงทุน (worst case scenario) นอกจากนี้ บริษัทจัดการจะต้องระบุข้อความ “เฮดจ์ฟันด์” หรือ “Hedge Fund” ไว้ในชื่อกองทุน และเขียนต่อท้ายชื่อกองทุนว่า “ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย” ด้วย
นอกจากนี้ ก.ล.ต. ผ่อนคลายหลักเกณฑ์การลงทุนสำหรับกองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) โดยกำหนดให้ไพรเวทฟันด์สามารถลงทุนในทรัพย์สินทางการเงินและทำธุรกรรมทางการเงินได้ทุกประเภทโดยไม่มีข้อจำกัดด้านอัตราส่วนการลงทุน และให้เป็นไปตามนโยบายการลงทุนที่ตกลงกับลูกค้า โดยบริษัทจัดการจะต้องจัดสรรเงินลงทุนให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์และความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของลูกค้า และบริหารจัดการความเสี่ยงให้สอดคล้องกับข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกค้า อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดการตั้งชื่อกองทุนรวมเฮดจ์ฟันด์ในเอกสารเผยแพร่ต่าง ๆ มีผลเริ่มใช้บังคับตั้งแต่ 1 เมษายน 2560 เป็นต้นไป สำหรับหลักเกณฑ์อื่นข้างต้นมีผลใช้บังคับตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา
“ก.ล.ต. ได้เปิดให้บลจ.สามารถเสนอขายเฮดจ์ฟันด์ เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ผู้ลงทุนกลุ่มสถาบันหรือผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษซึ่งมีศักยภาพในการรับความเสี่ยงสูง เพื่อทำให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเสนอขายผลิตภัณฑ์ทางการเงินในระดับที่แข่งขันกับต่างประเทศได้ โดยยังคงมีกลไกคุ้มครองผู้ลงทุนที่เหมาะสมเทียบเคียงได้กับสากล และห้ามไม่ให้เสนอขายแก่ผู้ลงทุนรายย่อย” นายรพี กล่าว

