นายนันทพล จั่นเงิน ประธานจัดงานสถาปนิก’60 เปิดเผยว่า ได้จัดงานสถาปนิกครั้งที่ 31 ขึ้นจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-7 พฤษภาคม ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็คเมืองทองธานี ในคอนเซ็ปต์ “บ้าน บ้าน : BAAN BAAN” โดยความร่วมมือระหว่างสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ สัมมนาวิชาการในวิชาชีพและอุตสาหกรรมก่อสร้าง การออกแบบและอุตสาหกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยมีผู้ประกอบการร่วมจัดแสดงสินค้าประมาณ 850 ราย โดยในงานนี้พบว่าผู้ประกอบการต่างประเทศเข้าร่วมงานเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาค่อนข้างมากโดยเฉพาะผู้ประกอบการในตลาดก่อสร้างและการตกแต่งจากจีน จากปัจจัยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูง จึงเป็นสัญญาณว่าผู้ประกอบการเริ่มมั่นใจในตลาดไทยมากขึ้น อย่างไรก็ตามคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 4 แสนคน มีเงินสะพัดจากการจัดงานไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท
นายทักษะ บุษยโภคะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โมเดอร์นฟอร์ม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทจะเน้นลงทุนในธุรกิจเฮลท์แคร์อย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยการเติบโตของธุรกิจโรงพยาบาลและธุรกิจสุขภาพที่ยังเติบโตได้มาก และจากจำนวนโรงพยาบาลในประเทศยังมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร อย่างไรก็ตามสำหรับรูปแบบธุรกิจจะเป็นแบบ One Stop Service Solution โดยในปีนี้ตั้งเป้าว่าจะมีรายได้ในกลุ่มเฮลท์แคร์ประมาณ 450-500 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 10-20% ในขณะเดียวกันคาดว่ารายได้ทั้งกลุ่มจะมีรายได้ไม่น้อยกว่าปี 2559 ซึ่งอยู่ที่ 3,300 ล้านบาท
น.ส.สหัทยา ทองปรีชา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไทยผลิตภัณฑ์ยิปซั่ม จำกัด (มหาชน) หรือยิปรอค เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดฝ้าและเพดานในปีนี้ จะเติบโตใกล้เคียงกับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และคาดว่ามูลค่ารวมของตลาดฝ้าและเพดานจะมีมูลค่าไม่ถึง 1 หมื่นล้านบาท โดยในช่วงครึ่งปีแรกมองว่าตลาดฝ้าและเพดานยังเติบโตได้ไม่มากนักจากการที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัว และยังไม่มีโครงการใหม่ออกมามากเท่าที่ควร ประกอบกับธุรกิจค้าปลีกก็ไม่ได้เติบโตขึ้นรวดเร็ว อย่างไรก็ตามมองว่าในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะมีสัญญาณที่ดีขึ้น จากการอนุมัติการลงทุนโครงการรถไฟฟ้าของรัฐบาล
นายศุภพงษ์ เพชรสุทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือแบรนด์จระเข้ เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดกาวและยาแนวค่อนข้างชะลอตัวต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จากการที่กระเบื้องมีขนาดใหญ่ขึ้น รวมถึงนวัตกรรมต่างๆ อาทิ กระเบื้องยาง ลามิเนต ดังนั้นธุรกิจกาวแลยาแนวจะต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับตลาด โดยการออกสินค้านวัตกรรมและการเพิ่มมูลค่าสินค้า ทำให้ในปัจจุบันตลาดกาวและยาแนวมีมูลค่าตลาดประมาณ 4 พันล้านบาท สำหรับแผนธุรกิจในปีนี้จะออกสินค้าใหม่ ในกลุ่มกาวซีเมนต์และสีทาผนัง และคาดว่าในปีนี้บริษัทจะมีรายได้ประมาณ 2,800 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนในประเทศ 90% และต่างประเทศ 10% โดยทิศทางหลังจากนี้มีแผนเข้าไปตั้งโรงงานในเวียดนาม และลงทุนในกลุ่มซีแอลเอ็มวี

