หน้าแรก เศรษฐกิจ กสิกรไทยชี้ ส...

กสิกรไทยชี้ สัปดาห์นี้นักลงทุนจับตาตลาดหุ้น-ค่าเงิน แกว่งผลคาดเฟดหั่นดอกเบี้ย 0.25 เปอร์เซ็นต์

7.12.25 | 12:48 น.

กสิกรไทยชี้ สัปดาห์นี้นักลงทุนจับตาตลาดหุ้น-ค่าเงิน แกว่งผลคาดเฟดหั่นดอกเบี้ย 0.25 เปอร์เซ็นต์

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า ในการประชุม คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) วันที่ 9 – 10 ธันวาคม จะเป็นครั้งสุดท้ายของปี 2568 คาดเฟดมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ ปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25 เปอร์เซ็นต์ ลงมาอยู่ที่ 3.50 – 3.75 เปอร์เซ็นต์ ท่ามกลางตัวเลขตลาดแรงงานที่ชะลอลง โดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. สัญญาณตลาดแรงงานอ่อนแรงลงต่อเนื่อง โดยตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนของ ADP เดือนพฤศจิกายน หดตัว 32,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดในรอบกว่า 2 ปีครึ่ง นอกจากนี้ ภาคการผลิตสหรัฐฯ หดตัวต่อเนื่อง โดยดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนพฤศจิกายน หดตัวเป็นเดือนที่ 9 ติดต่อกันจากคำสั่งซื้อที่ลดลง ขณะที่ดัชนี PMI ภาคบริการออกมาต่ำกว่าคาด แม้ยังทรงตัวอยู่ในแดนขยายตัว
  2. แม้เงินเฟ้อยังคงอยู่เหนือกรอบเป้าหมายของเฟด แต่ความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นในระยะข้างหน้ามีจำกัด เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ มีท่าทีผ่อนคลายลงต่อการขึ้นภาษีนำเข้า และให้ความสำคัญกับปัญหาค่าครองชีพมากขึ้น ขณะที่การส่งผ่านต้นทุนภาษีฯ มายังราคาสินค้าผู้บริโภคคาดว่า จะไม่ส่งผลให้เงินเฟ้อเร่งตัวเร็วและแรง ส่งผลให้เฟดมีแนวโน้มให้น้ำหนักต่อความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจมากกว่า

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุอีกว่า การประชุมเดือนธันวาคม คาดเฟดปรับลดดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.25 เปอร์เซนต์ แบบมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ โดยก่อนหน้านี้ Susan Collins ประธานเฟดบอสตัน และ Raphael Bostic ประธานเฟดแอตแลนตา ส่งสัญญาณคัดค้านการปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในการประชุมเดือนธันวาคม เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง และมีแนวโน้มปรับลดลงช้า ขณะที่ Christopher Waller ผู้ว่าการเฟด ส่งสัญญาณสนับสนุนการปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคม เพื่อพยุงตลาดแรงงานที่อ่อนแรงลง สอดคล้องกับ John Williams ประธานเฟดนิวยอร์ก ที่ได้ส่งสัญญาณว่าเฟดยังคงมีช่องว่างสำหรับการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม ส่งผลให้ตลาดมองความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคมนี้ เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 90 เปอร์เซนต์ โดยอ้างอิงจากวันที่ 4 ธันวาคม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า คาดการเคลื่อนไหวค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ 8 – 12 ธันวาคม ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ระดับ 31.80 – 32.40 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จากปิดตลาดวันที่ 4 ธันวาคม อยู่ระดับ 32.02 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยประเมินจากปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลการประชุมและ Dot Plot ของเฟด ทิศทางฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ สถานการณ์ค่าเงินเอเชีย และราคาทองคำในตลาดโลก รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขเงินเฟ้อคาดในมุมมองผู้บริโภคพฤศจิกายน ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน และอัตราการหมุนเวียนของแรงงานเดือนกันยายน รวมถึงตัวเลขการจ้างงานของภาคเอกชน และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ นอกจากนี้ ตลาดอาจรอติดตามข้อมูลเศรษฐกิจเดือนพฤศจิกายนของจีน อาทิ ตัวเลขการส่งออก ดัชนีราคาผู้บริโภค และดัชนีราคาผู้ผลิตด้วยเช่นกัน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุอีกว่า ในปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า เฟดมีแนวโน้มทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 3 ครั้ง สอดคล้องกับภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะชะลอลงจากฝั่งการบริโภคภาคครัวเรือน โดยเฉพาะในกลุ่มรายได้น้อย แม้ว่าปัจจุบันเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงมีความยืดหยุ่นอยู่พอสมควร จากแรงขับเคลื่อนของการลงทุนภาคเอกชน อย่างไรก็ดี ทิศทางนโยบายการเงินของเฟดในปี 2569 หน้าจะยังมีความไม่แน่นอนสูง  โดยขึ้นอยู่กับพัฒนาการของข้อมูลเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเป็นสำคัญ รวมถึงความเสี่ยงจากนโยบายการคลัง และสภาวะตึงตัวในตลาดการเงิน นอกจากนี้ การสิ้นสุดวาระของประธานเฟด Jerome Powell ในเดือนพฤษภาคม 2569 เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ตลาดต้องจับตา เนื่องจากจุดยืนทางนโยบายของประธานเฟดคนใหม่ อาจส่งผลต่อเส้นทางดอกเบี้ยในระยะถัดไป

ทั้งนี้ ในการประชุมเดือนธันวาคมนี้จะมีการเผยแพร่ประมาณการเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ และ Dot Plot ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าเฟดอาจส่งสัญญาณการปรับลดดอกเบี้ยมากกว่าหนึ่งครั้ง เพิ่มเติมจากที่ระบุไว้ในการประชุมเดือนกันยายน เพื่อสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่เริ่มอ่อนแรงและความจำเป็นของการผ่อนคลายนโยบายการเงินในปี 2569

Advertisement

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า การเคลื่อนไหวค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ วันที่ 8 – 12 ธันวาคม บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับ 1,250 และ 1,230 จุด แนวต้าน 1,285 และ 1,305 จุด ตามลำดับ  จากปิดตลาดวันที่ 4  ธันวาคม ดัชนี SET ปิดที่ 1,273.77 จุด เพิ่ม 1.36%  โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ การประชุมเฟดในวันที่ 9 – 10 ธันวาคม และทิศทางเงินทุนต่างชาติ ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงานเดือนตุลาคม และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/2568 และผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนตุลาคมของญี่ปุ่น ตลอดจนข้อมูลเศรษฐกิจเดือนพฤศจิกายนของจีน อาทิ ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิต และตัวเลขส่งออก