หน้าแรก เศรษฐกิจ พิพัฒน์ เดินห...

พิพัฒน์ เดินหน้าชง ครม. อนุมัติหลักการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า ให้ รฟม.คุมทุกสาย

8.12.25 | 10:00 น.

พิพัฒน์ เดินหน้าชง ครม. อนุมัติหลักการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า ให้ รฟม.คุมทุกสาย

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า หลังจากที่รัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคมได้เริ่มประกาศใช้นโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน ในรถไฟฟ้าสายสีม่วงและรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ถือเป็นก้าวแรกสู่ระบบ “ตั๋วร่วม” (Common Ticket) ที่รัฐบาลตั้งใจผลักดัน เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ระบบรางทั้งหมดด้วยบัตรใบเดียวในอนาคต

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถึงแนวทางการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าว่าจะใช้วิธีการอย่างไร ที่จะไม่กระทบกับหนี้สาธารณะ ตรงนี้ทางกระทรวงคมนาคม จะเตรียมเสนอหลักการดำเนินการเบื้องต้นต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 9 ธันวาคม 2568 เพื่อพิจารณาหลักการของการบริหารรถไฟฟ้าด้วย Single Ownership ซึ่งจะโอนโครงการรถไฟฟ้าทั้งหมดมาอยู่ภายใต้การบริหารของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ในการบริหารนโยบาย ค่าโดยสาร และระบบตั๋วร่วมของประเทศ เพื่อให้ทุกโครงการรถไฟฟ้าอยู่ภายใต้นโยบายเดียวกันอย่างมีเอกภาพ ส่วนนี้ครอบคลุมไปถึงโครงการรถไฟฟ้าที่เป็นสัมปทานของเอกชนด้วย

“จะมีการเสนอครม.ขอความเห็นชอบหลักการไว้ก่อน เพื่อเป็นสารตั้งต้นว่า รัฐบาลนายกฯอนุทินมีนโยบายค่าเดินทางในระบบขนส่งมวลชน โดยมีตั๋วร่วมและค่าโดยสารร่วม และไม่ว่าต่อไปจะเป็นรัฐบาลไหนก็สามารถนำไปขับเคลื่อนต่อได้เลย” นายพิพัฒน์กล่าว

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เบื้องต้น รฟม.ได้มีการศึกษารายละเอียดของแต่ละสายและต้นทุนในการดำเนินการ นำเสนอไว้แล้ว แต่จะมีตัวเลขการซื้อคืนสัมปทานของแต่ละสายเท่าไร ต้องรอผลการหารือที่มอบหมายให้กระทรวงการคลังไปดำเนินการก่อน ซึ่งเรื่องการซื้อคืนสัมปทาน ยังต้องมีการเจรจากับเอกชนที่ได้รับสัมปทานให้ได้ข้อสรุปเสียก่อนด้วยคงไม่ทันรัฐบาลชุดนี้ เพราะคงต้องใช้เวลาสักระยะ

Advertisement

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับแหล่งเงินที่จะใช้นำมาซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า เบื้องต้นมี 2 แนวทาง ประกอบด้วย 1.การระดมทุนในการออกตราสารหนี้ (bond) ให้กับนักลงทุน ในลักษณะการระดมทุนของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFFIF) และ 2.ให้สัมปทานรถไฟฟ้า 30 ปีแก่เอกชน เพื่อให้เอกชนนำสัมปทานไปค้ำประกันการกู้เงินจากสถาบันการเงิน ซึ่งจะไม่กระทบต่อเพดานหนี้สาธารณะ โดยรัฐจ้างเอกชนเดินรถ และทยอยชำระเงินคืนให้เอกชน ซึ่งแนวทางที่ 2 ได้หารือกับผู้รับสัมปทานทั้ง 2 รายเบื้องต้นแล้ว โดยขอกลับไปพิจารณาก่อน

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ขณะเดียวกันทางรฟม.มีการหารือเบื้องต้นกับทางบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM เอกชนผู้รับสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บีทีเอสซี ผู้รับสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว กรณีการซื้อคืนสัมปทานไปบ้างแล้ว ทางเอกชนไม่ขัดข้อง แต่ราคาซื้อคืนต้องเหมาะสม

ด้าน นายสุเมธ องกิตติกุล รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ในฐานะผู้อำนวยการวิจัย ด้านนโยบายการขนส่ง และโลจิสติกส์ เปิดเผยว่า สำหรับแนวคิดเรื่องรัฐบาลการซื้อสัมปทานจากเอกชน เพื่อนำมาอยู่ภายใต้การกำกับควบคุมของรัฐ โดยสามารถควบคุมค่าโดยสารและกำหนดเงื่อนไขการชดเชยต่าง ๆ ได้ดีขึ้นนั้น ตนมองว่าไม่ใช่เป็นการที่รัฐบาลซื้อโดยตรง แต่มองว่าน่าจะเป็นการปรับปรุงสัญญาเดิมให้เหมาะสมกับการบริหารของรัฐบาล ทั้งนี้ การเจรจาเพื่อปรับปรุงสัญญาสัมปทานถือว่าเป็นงานที่ซับซ้อนและต้องใช้เวลา อย่างไรก็ตามสามารถตั้งแนวทางเบื้องต้นเป็นมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ในระดับหนึ่ง

นายสุเมธ กล่าวว่า เบื้องต้นในส่วนแนวคิดการกำหนดค่าโดยสารรถไฟฟ้าแบบเหมาจ่ายในอัตราเดียว หรือ แนวคิดที่จะจัดทำ “บัตรรวมเดินทาง” (Single Ticket / SLE Ownership) เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้บัตรเดียวโดยครอบคลุมค่าโดยสารตลอดทั้งวันนั้น สำหรับรถไฟฟ้าในปัจจุบัน แนวทางการกำหนดค่าโดยสาร 40 บาทตลอดวัน อาจทำได้ในบางสายที่เป็นของภาครัฐ เช่น สายสีแดงและสายสีม่วง ซึ่งเป็นสายของรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลชุดก่อนบริหารจัดการอยู่แล้ว ทำให้มีความคล่องตัวสูง

นายสุเมธ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม สำหรับสายที่มีสัญญาสัมปทานกับทางเอกชน การปรับค่าโดยสารให้เป็นบัตรรวมทั้งวันถือว่ามีความเป็นไปได้น้อย เนื่องจากต้องเจรจาปรับเงื่อนไขสัญญาและข้อกำหนดด้านค่าโดยสาร ซึ่งมีความซับซ้อนและต้องใช้เวลานาน