หุ้นมะกันปรับขึ้น ดอลลาร์อ่อนค่า หลังเฟดปรับลดดอกเบี้ย 0.25%
ดัชนีหุ้นหลักของสหรัฐปรับตัวพุ่งสูงขึ้น ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับลดลงในวันที่ 10 ธันวาคม หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยนักลงทุนยังคงมีความหวังเกี่ยวกับการปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม แม้เฟดส่งสัญญาณว่ามีแนวโน้มจะหยุดลดดอกเบี้ยชั่วคราวในระยะนี้ก็ตาม
เจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด แถลงข่าวหลังประกาศผลการประชุมว่า เขาปฏิเสะที่จะให้คำแนะนำว่าจะมีการลดดอกเบี้ยครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่า ตลาดแรงงานของสหรัฐมีความเสี่ยงขาลงอย่างมีนัยสำคัญ และเฟดไม่ต้องการให้การดำเนินนโยบายของตนส่งผลกระทบต่อการจ้างงาน
หลังคำแถลงของพาวเวลล์ ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้นทันที ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรปรับลดลง ส่วนค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินสำคัญอื่นๆ
ทั้งนี้ เฟดประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% และจากการคาดการณ์ที่เผยแพร่หลังการประชุมที่กินเวลานานสองวันแสดงให้เห็นว่า ผู้กำหนดนโยบายส่วนใหญ่คาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งในปี 2026 ซึ่งเป็นแนวโน้มเดียวกับที่เคยระบุไว้ในเดือนกันยายน
เจค ดอลลาร์ไฮด์ ซีอีโอของ Longbow Asset Management ในเมืองทัลซา รัฐโอคลาโฮมา กล่าวว่า การลดดอกเบี้ยวันนี้ถือเป็นข่าวดีทั้งสำหรับตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้น ส่วนแนวโน้มที่อาจมีการลดดอกเบี้ยหนึ่งครั้งในปี 2026 ยังถือว่าดีกว่าคำทำนายที่เลวร้ายกว่าก่อนหน้านี้ที่ว่าปี 2026 จะไม่มีการลดดอกเบี้ยเลย ดังนั้นจึงถือว่ามีข่าวดีเชิงบวกให้นักลงทุนพิจารณาอีกมาก
ดอลลาร์ไฮด์กล่าวว่า ความอ่อนแอในตลาดแรงงานเป็นเรื่องที่น่ากังวลในเวลานี้มากกว่าเงินเฟ้อที่ทรงตัวในขณะนี้ และเสริมว่า ก่อนหน้านี้มีความกังวลอย่างมากว่ากลุ่มนักลงทุนพันธบัตรที่ตอบสนองอย่างรุนแรงต่อการดำเนินนโยบายการเงินการคลังของรัฐบาล จะเข้ามาแทรกแซงการฟื้นตัวของหุ้นในครั้งนี้
ดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 497.46 จุด หรือ 1.05% ปิดที่ 48,057.75 จุด ส่วน S&P 500 เพิ่มขึ้น 46.17 จุด หรือ 0.67% ปิดที่ 6,886.68 จุด และ Nasdaq Composite เพิ่มขึ้น 77.67 จุด หรือ 0.33% ปิดที่ 23,654.16 จุด
ขณะที่ดัชนีหุ้นทั่วโลกของ MSCI เพิ่มขึ้น 5.30 จุด หรือ 0.53% สู่ระดับ 1,011.74 ก่อนหน้านี้ ดัชนี STOXX 600 ของยุโรปปิดเพิ่มขึ้น 0.07%
แม้เฟดจะคาดการณ์ว่าปีหน้ามีแนวโน้มลดดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียว แต่มูลค่าซื้อขายในตลาดฟิวเจอร์สยังสะท้อนว่าตลาดคาดว่า จะมีการลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปี 2026 ทั้งนี้ การตัดสินใจลดดอกเบี้ยครั้งล่าสุดของเฟดมีสมาชิก 3 คนคัดค้าน
สถานการณ์ที่ทำให้การตัดสินใจของผู้กำหนดนโยบายซับซ้อนขึ้นคือการที่ข้อมูลเศรษฐกิจบางส่วนขาดหายไป เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐปิดทำการเป็นเวลานาน ส่งผลให้รายงานการจ้างงานเดือนพฤศจิกายนถูกเลื่อนประกาศไปเป็นวันที่ 16 ธันวาคม และข้อมูลเงินเฟ้อจะประกาศตามออกตามมาหลังจากนั้น
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ลดลง 4.3 จุดพื้นฐาน สู่ระดับ 4.143% หลังจากที่แกว่งตัวระหว่างระดับต่ำสุดของวันคือ 4.137% และระดับสูงสุดในรอบสามเดือนที่ 4.209% และกำลังจะยุติการปรับขึ้นติดต่อกันสี่วัน ซึ่งเป็นช่วงขาขึ้นที่ยาวที่สุดในรอบห้าสัปดาห์
ผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากธนาคารกลางหลายแห่งส่งสัญญาณว่า พวกเขาใกล้จะถึงจุดสิ้นสุดของวงจรการผ่อนคลายนโยบาย ขณะที่ตลาดคาดว่าธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่นจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้า
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก เช่น ยูโร ฟรังก์สวิส และเยนญี่ปุ่น โดยได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากถ้อยแถลงของพาวเวลล์ที่ชี้ถึงความเป็นไปได้ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยครั้งต่อไปนั้นต่ำมาก
ในช่วงบ่าย ค่าเงินดอลลาร์ร่วงลง 0.8% เมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส แตะระดับ 0.8000 ฟรังก์ และลดลง 0.6% อยู่ที่ 155.92 เยนต่อดอลลาร์ ส่วนยูโรซื้อขายล่าสุดที่ 1.1691 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 0.6% ขณะที่ดัชนีดอลลาร์ ลดลง 0.6% สู่ระดับ 98.66
ราคาทองคำปรับตัวขึ้นหลังการลดดอกเบี้ยของเฟด ราคาซิลเวอร์สปอตเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 61.85 ดอลลาร์ ขณะที่ตั้งแต่ต้นปีนี้ราคาปรับเพิ่มขึ้นแล้ว 113%
ส่วนตลาดพลังงาน ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นหลังมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่สหรัฐยึดเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งนอกชายฝั่งเวเนซุเอลา โดยน้ำมันดิบเบรนท์ทะเลเหนือเพิ่มขึ้น 27 เซนต์ หรือ 0.4% ปิดที่ 62.21 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสของสหรัฐ เพิ่มขึ้น 21 เซนต์ หรือ 0.4% ปิดที่ 58.46 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

