หน้าแรก เศรษฐกิจ วงเสวนา ม.เกษ...

วงเสวนา ม.เกษตร ค้านโปรเจกต์ทางด่วน ชี้ ทำรถติดเพิ่ม 2 เท่า จี้ถาม สตง.ผิดกม.หรือไม่

11.12.25 | 17:29 น.

วงเสวนา ม.เกษตร ค้านโปรเจกต์ทางด่วน ชี้ ทำรถติดเพิ่ม 2 เท่า จี้ถาม สตง.ผิดกม.หรือไม่

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 ธันวาคม ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ พร้อมด้วย ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อดีตนายกสภาวิศวกร และอดีตนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ (วสท.), รศ.ดร.ศุภวุฒิ มาลัยกฤษณะชลี อาจารย์หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, นายมนวรรธน์ กมลศิลป์ ภาคประชาชน – ผู้ใช้เส้นทาง และนายปัณณวัตน์ ทาเทซาคี นายกองค์การบริหาร องค์การนิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมเสวนาวิชาการเปิดเวทีสาธารณะรับฟังข้อมูล-ความคิดเห็นต่อรูปแบบใหม่ของโครงการทางด่วน N1 กรณีการใช้แนวอุโมงค์แยกเกษตร–ถนนงามวงศ์วาน–สะพานพงษ์เพชรเป็นทางด่วนเก็บเงิน

ดร.ดำรงค์ เปิดเผยว่า ตนได้เชิญนักวิชาการ ชาวบ้าน นิสิต มาช่วยกันให้ความเห็นบนเวทีสาธารณะ กรณีการทางพิเศษแห่งประเทศไทยใช้สะพานข้ามแยกบางเขน สะพานพงษ์เพชร ไปยังทางด่วนศรีรัชฯ โดยใช้ข้อมูลเชิงวิชาการ พร้อมยืนยันว่า อะไรที่เป็นประโยชน์ของประเทศชาติ ม.เกษตรฯ พร้อมสนับสนุน สืบเนื่องจากปี 2516 ช่วงที่กำลังขยายถนนวิภาวดีรังสิต ม.เกษตรฯ ได้มอบพื้นที่ 40 ไร่ ให้ดำเนินการดังกล่าว เมื่อปี 2537 มอบให้อีก 1 ไร่ เพื่อให้ถนนตัดเข้าเส้นหน้ามหาวิทยาลัย พร้อมเสียให้อีก 6 ไร่ เพื่อสร้างอุโมงค์ข้ามแยกเกษตรฯ และถนนเลียบคลองจากถนนวิภาวดีรังสิตถึงถนนพหลโยธินอีก 41 ไร่ หากทางมหาวิทยาลัยเห็นว่าสิ่งใดที่เป็นประโยชน์ จะมอบให้เป็นสาธารณประโยชน์ของประเทศ ด้วยความเป็นมหาวิทยาลัย มีจุดยืนในการสอนนิสิตว่าการแก้ไขปัญหารถติดด้วยขนส่งมวลชน ไม่ใช่สร้างทางด่วนเข้ามาในกรุงเทพมหานคร และทำให้เกิดปัญหา โดยที่ไม่มีประเทศไหนเอาทางด่วนมากระจุกรวมกันแออัดในประเทศเอาก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์มาปล่อยใจกลางเมือง

ดร.ดำรงค์ กล่าวว่า ทางด่วนตอนเหนือ N1 N2 N3 มีมาตั้งแต่ปี 2537 เริ่มสร้างตอม่อตั้งแต่ปี 2539 จนเกิดเป็นถนนเกษตรฯ-นวมินทร์ ทำให้วิถีชีวิตเปลี่ยนไป มีการซื้อบ้านโดยไม่มีการคิดว่าจะมีทางด่วนเกิดขึ้นมา ทำให้การทำสิ่งที่มีการเริ่มไว้ตั้งแต่ปี 2537 ในปี 2552 เป็นสิ่งที่ค่อนข้างยาก จนกระทั่งปี 2555 มีโครงการจะทำทางด่วนตัดมหาวิทยาลัยเกษตรฯ ตอนนั้นทาง ม.เกษตรฯ ไม่เห็นด้วย รัฐบาลยุคนั้นก็รับฟัง และมีการเสนอให้สร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาลแทน จนกระทั่งเปลี่ยนรัฐมนตรีใหม่ เอามาทบทวนเมื่อปี 2559 และปี 2560 จะทำโครงการรถไฟฟ้า และทางด่วน จึงมีการเจรจาจะทำอุโมงค์ ทาง ม.เกษตรฯ ยังยืนยันไม่เห็นด้วย เนื่องจากอาจทำให้ชาวบ้านบริเวณดังกล่าวได้รับผลกระทบวิถีชีวิตของประชาชน

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ม.เกษตรฯ ยินดีรับฟังความเห็นเชิงวิชาการ และยินดีช่วยให้รัฐบาลตัดสินใจว่าควรทำอย่างไร เพราะการเปลี่ยนทางสาธารณะเป็นทางด่วนเป็นสิ่งที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง เนื่องจากเส้นทางนี้เป็นสมบัติของชาติ ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง ทั้งนี้ ทางมหาวิทยาลัยจะสรุปการเสวนาในครั้งนี้ และส่งให้กับทางกระทรวงคมนาคม เพื่อยืนยันว่าทางด่วนไม่ตอบโจทย์คนพื้นถิ่น อีกทั้งการนำสิ่งที่คิดจะทำเมื่อ 20 – 30 ปีที่แล้วมาทำในตอนนี้เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก

Advertisement

ด้าน ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าวว่า ตนเคยอาศัยอยู่แถว ม.เกษตรฯ มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้ตอม่อ อีกทั้งกรุงเทพไม่ปลอดภัยจากแผ่นดินไหว เพราะถนนทั้งแคบ ทั้งโค้ง ไม่เหมาะสมกับการทำเป็นทางด่วน อีกทั้งยังมีเสาต้นหนึ่งอยู่ในพื้นที่ ม.เกษตรฯ หากทำทางด่วนผ่าเข้ามาจะกินพื้นที่จราจร และกินพื้นที่มหาวิทยาลัย สร้างมลภาวะทางเสียงและฝุ่น นอกจากนี้ การนำถนนสาธารณะที่มีรถติดสูงที่สุดมาทำเป็นทางด่วนเป็นสิ่งที่ไม่มีใครทำ และทำไม่ได้แม้จะมีนโยบายจะดำเนินการ เพราะประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ ม.เกษตรฯ เสียสละทำเพื่อชุมชนสังคมมาโดยตลอด จึงเป็นผู้มีสิทธิ์ในการตัดสินใจโดยชอบธรรม

ด้าน รศ.ดร.ศุภวุฒิ กล่าวว่า ปัจจัยด้านวิศวกรรม เศรษฐศาสตร์ สังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงด้านกฎหมาย ตนคิดว่าทางด่วนเส้นนี้ไม่เหมาะสม เหมือนลักษณะเป็นการขโมยช่องจราจร 2 ช่อง จาก 4 ช่อง เป็นทางด่วน ทั้งที่ถนนดังกล่าวมีรถติดมหาศาล 1 ช่องทางรถวิ่งผ่านได้ 1,800 คันต่อชั่วโมง แต่ช่องจราจรดังกล่าวรับได้ไม่ถึงขนาดปริมาณที่กล่าวมา หากช่องทางจราจรแคบลง ปริมาณที่รถจะรับได้น้อยลง อาจจะต้องเวนคืนที่ดิน แต่จะทำให้รถติดเพิ่มขึ้นอีกเป็น 2 เท่า หรือมากกว่านั้น และจะติดเป็นลูกโซ่ไปยังถนนอื่นๆ สำหรับประเด็นสำคัญในทางวิศวกรรมจึงไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง และถือเป็นความน่ากังวลที่สุด ส่วนประเด็นด้านสังคมสิ่งแวดล้อม หากรถติดมากขึ้น 2 เท่า อาจส่งให้ผลเกิดรถติดบริเวณถนนงามวงศ์วาน ปัญหาควัน ฝุ่น ปัญหาสุขภาพจิตจะส่งผลกระทบคนในพื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากจะดูเหมือนมีรถเป็นร้อยเป็นพันจอดอยู่หน้าบ้านตลอดเวลา ในแง่ประเด็นเศรษฐศาสตร์ ตนจะนำความเป็นไปได้ของโครงการ ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น จากสังคมและสิ่งแวดล้อมมาพิจารณาเพิ่ม พบว่า ทางด่วนเส้นนี้ไม่ได้ช่วยลดเวลาการเดินทาง แต่มีผลประโยชน์ด้านลบ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางจะเพิ่มขึ้น หากอีกฝ่ายดูแต่ผลการศึกษาวิเคราะห์ ไม่ได้คิดผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์ อาจทำให้ลืมคิดถึงผลกระทบในแง่ลบของชุมชนโดยรอบไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ด้านผลกระทบกฎหมาย รศ.ดร.ศุภวุฒิ ระบุว่า ทางดังกล่าวเป็นงบประมาณแผ่นดินที่มีขึ้นเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่การทำเป็นทางด่วนหารายได้จะทำได้หรือไม่ ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายตรวจสอบ ทั้งนี้ ถึงแม้มีการใช้ช่องทางออก พ.ร.บ. ยกเลิกที่สาธารณะ พื้นที่นั้นต้องหมดความจำเป็นทางสาธารณะโดยสิ้นเชิง ใช้ประโยชน์ไม่ได้ แล้วกรณีอุโมงค์ ถนนหน้า ม.เกษตรฯ การจะมากั้นเก็บเงิน เหมือนกับนัยยะหนึ่งซึ่งเทียบได้ว่าเราถูกรอนสิทธิเคยได้ ใช่หรือไม่ ซึ่งตนอาจจะต้องสอบถาม สตง. ที่ทำการตรวจสอบว่า การสร้างทางด่วนเข้าข่ายกรณีดังกล่าวหรือไม่

ด้านรศ.ดร.ศุภวุฒิ กล่าวว่า โจทย์คือต้องการแก้ไขปัญหาในการเดินทาง แต่อีกฝ่ายกลับย้ำคิดสร้างทางด่วนเพื่อแก้ไขปัญหา ที่มีผลการศึกษามาตั้งแต่ปี 2525 มาใช้อีกครั้งในปี 2568 ทั้งที่ขณะนั้นยังไม่มีรถไฟฟ้าเส้นแรก แต่ปัจจุบันมีโครงข่ายรถไฟฟ้ามากขึ้น ดังนั้น จะต้องไม่ยึดติดว่า มีแค่ทางด่วนเท่านั้นในการแก้ไขปัญหา แต่ควรมองไปถึงรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล เพื่อแก้ปัญหามลพิษและฝุ่นพีเอ็ม 2.5 อย่างไรก็ตาม ตนขอฝากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายตรวจสอบกรณีดังกล่าวอีกครั้ง

ด้านนายมนวรรธน์ กล่าวว่า ตนเป็นตัวแทนภาคประชาชน ใช้ชีวิตอยู่บริเวณนี้มาหลาย 10 ปี ทำงานที่อาคารปตท. ทางด่วนไม่ได้ตอบโจทย์ประชาชน เพราะส่วนใหญ่ขับรถเลี้ยวซ้ายเข้าเมือง ในฐานะที่ตนเป็นผู้ร่วมพัฒนาผังเมืองด้วยระบบเทคโนโลยีเอไอ หัวใจหลักคือการฟังเสียงของภาคประชาชน เพราะมีผลกระทบคนในพื้นที่ ทั้งการอยู่อาศัย ความปลอดภัย และการเดินทาง อยากให้การทางพิเศษฟังผลกระทบของพื้นที่

นอกจากนี้ความลึก 15 เมตรเท่ากับตึก 45 ชั้น มีผลการสำรวจเมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2567 ร้อยละ 64 ไม่เห็นด้วย มีเพียง ร้อยละ 18 ที่เห็นด้วย เหตุเพราะไม่คืนทุนระยะเวลาการก่อสร้าง มีการปล่อยอากาศเสียปล่อยใส่ชุมชนระยะยาว มีมลพิษจากรถยนต์ 70,000 – 100,000 คันต่อวัน อุโมงค์ทางด่วนใช้เวลาก่อสร้างมากกว่า 5 ปี รวมถึงมีการเวนคืนที่ดิน 345 แปลง เกือบ 200 หลังคาเรือน ความกังวลส่วนตัวคือช่องจราจรที่หายไปจะทำให้ผลกระทบกินพื้นที่ถนนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภายในอุโมงค์มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นทุกปี โดยยืนยันว่าต้องฟังเสียงของคนในพื้นที่ ก่อนที่ภาครัฐจะทำการพัฒนา

ด้านนายปัณณวัตน์  กล่าวว่า ตนใช้ชีวิตอยู่บริเวณนี้ เรื่องสำคัญคือมุมมองของประชาชน ชุมชน เด็ก และบุคลากร เพราะที่นี่ไม่ได้เป็นแค่สถาบันการศึกษาอย่างเดียว แต่เป็นชุมชนประชาคมเกษตร ประเด็นแรกวิศวกรรม เรื่องของผังเมือง ตนไม่เห็นด้วยกับการสร้างทางด่วนดังกล่าว ภาพตอม่อที่โผล่ขึ้นมาทั้งที่อยู่บนดินไม่ใช่ภาพน่ามองเท่าไหร่ ส่วนด้านการก่อสร้าง ก็มีนิสิตหลายคนมีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย การทำก่อสร้างยังจะกินพื้นที่พักอาศัยในบริเวณดังกล่าว ตนจึงอยากให้เน้นไปที่รถไฟฟ้า รถประจำทาง รถโดยสาร ที่ปรับตัวให้เข้ากับสังคมสมัยใหม่มากกว่า

“เราจะเน้นเรื่องความเป็นอยู่ มีนิสิตเกือบ 1 หมื่นคน จากการสอบถามนิสิตกว่า 267 คน ไม่เห็นด้วยกรณีการใช้แนวอุโมงค์เกษตร – ถนนงามวงศ์วาน – สะพานพงษ์เพชรเป็นทางด่วนเก็บเงิน และคิดว่าจะไม่มีการเปลี่ยนทางด่วนกลับมาเป็นทางสาธารณะอย่างแน่นอน ตนมีความเป็นห่วงโรงพยาบาลใกล้เคียง และโรงพยาบาลกำลังจะเกิดขึ้นใน ม.เกษตรฯ จึงอยากให้ภาครัฐพิจารณาอย่างถี่ถ้วนต่อไป” นายปัณณวัตน์ กล่าว