หน้าแรก เศรษฐกิจ บีโอไอเคาะลงท...

บีโอไอเคาะลงทุนใหม่ 2.4 แสนล้าน เฟ้น 16 โครงการล็อตแรกเข้าThailand FastPass

11.12.25 | 16:56 น.

บีโอไอเคาะลงทุนใหม่ 2.4 แสนล้าน เฟ้น 16 โครงการล็อตแรกเข้าThailand FastPass

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ได้สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย เพื่อก้าวสู่ปีแห่งการลงทุน 2569 ตามแผนของรัฐบาล จึงอนุมัติโครงการลงทุน 15 โครงการ มูลค่ากว่า 2.4 แสนล้านบาท ครอบคลุมอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ พลังงานสะอาด นิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ และการขนถ่ายสินค้าทางเรือ

เคาะลงทุนใหม่ส่งท้ายี 2.4 แสนล้าน

นายนฤตม์ กล่าวว่า ประกอบด้วย กิจการดาต้าเซ็นเตอร์ 11 โครงการ รวมมูลค่า 184,740 ล้านบาท ได้แก่ บริษัท เคอเร้นท์ 19,773 ล้านบาท บริษัท เอสทีที จีดีซี 9,348 ล้านบาท บริษัท เคทู สแทรททิจิค อินฟราสตรัคเจอร์ 30,869 ล้านบาท บริษัท ไทย ดีซี วัน  22,110 ล้านบาท บริษัท เอสทีคลีนพลาเน็ต 20,635 ล้านบาท บริษัท ดาเรีย ดาต้า เซ็นเตอร์ แอนด์ คลาวด์ เซอร์วิสเซส 6,594 ล้านบาท บริษัท จีเอสเอ ดาต้า เซนเตอร์ 30,611 ล้านบาท บริษัท สมาร์ท เมกะวัตต์ 3,797 ล้านบาท บริษัท ทีดี ดาต้า อินเตอร์เนชั่นแนล 13,000 ล้านบาท บริษัท ตง หนาน ดาต้า 20,625 ล้านบาท และบริษัท ไพรม์ เมกะวัตต์ 7,378 ล้านบาท , กิจการนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ ของบริษัท อารยะ แลนด์ ดีเวลลอปเม้นต์ จังหวัดสมุทรปราการ เงินลงทุน 3,464 ล้านบาท

กิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม ขนาด 90 เมกะวัตต์ ของบริษัท บลู สกาย วินด์ พาวเวอร์ 31 จังหวัดอุบลราชธานี เงินลงทุน 5,635 ล้านบาท

Advertisement

กิจการขนถ่ายสินค้าทางเรือ ของบริษัท ไทยแท้งค์เทอร์มินัล ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง เงินลงทุน 14,122 ล้านบาท และกิจการผลิตโพแทสเซียมคลอไรด์ ของบริษัท เอเชีย แปซิฟิค โปแตซ คอร์ปอเรชั่น จังหวัดอุดรธานี เงินลงทุน 40,468 ล้านบาท

16โครงการเข้าThailand FastPass

บอร์ดบีโอไอยังพร้อมปรับปรุงการส่งเสริมอุตสาหกรรมเหล็กคุณภาพสูง โดยใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประเดิมคัดเลือก 16 โครงการลงทุนขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมเป้าหมายเข้าระบบ Thailand FastPass เพื่อเร่งรัด ปลดล็อกอุปสรรค และอำนวยความสะดวกให้เกิดการลงทุนจริงโดยเร็ว โดยเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มีเงินลงทุนมากกว่า 1,000 ล้านบาท อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และเป็นโครงการที่สร้างประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจ รวมมูลค่าเงินลงทุนกว่า 1.7 แสนล้านบาท และจะก่อให้เกิดการจ้างงานคนไทยกว่า 7,000 คน

บีโอไอกำหนดให้โครงการที่ได้รับบัตร Thailand FastPass ต้องมีการลงทุนจริงไม่น้อยกว่า 20% ของมูลค่าการลงทุนรวม ภายใน 6 เดือนนับจากวันที่ได้รับบัตร เพื่อเร่งให้เกิดการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรมและสามารถวัดผลได้ชัดเจน และบอร์ดบีโอไอจะทยอยพิจารณาคัดเลือกโครงการเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้เกิดการลงทุนจริง และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วงปี 2569–2570

ปลดล็อกไฟฟ้า–ที่ดิน–วีซ่า

สำหรับการแก้ไขปัญหาด้านการลงทุน 3 ด้านหลัก ได้แก่ ไฟฟ้า การจัดหาพื้นที่สำหรับการลงทุน วีซ่าและใบอนุญาตทำงาน เพื่อปลดล็อกโครงการลงทุน 80 โครงการ มูลค่า 4.8 แสนล้านบาท บีโอไอได้เร่งดำเนินการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีความคืบหน้าดังนี้ ด้านไฟฟ้า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 มีมติให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจำหน่ายไฟฟ้าโดยตรงให้แก่ผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 200 เมกะวัตต์ขึ้นไป โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการแก้ไขพระราชกฤษฎีกากำหนดผู้ใช้พลังงานไฟฟ้า นอกจากนี้ ในเรื่องพลังงานสะอาด สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานเตรียมเสนอหลักเกณฑ์และโครงสร้างราคาการซื้อขายพลังงานไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement: Direct PPA) ต่อ กพช. ภายในเดือนธันวาคมนี้ สำหรับการบริการไฟฟ้าสีเขียว (Utility Green Tariff 2: UGT2) สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เตรียมประกาศอัตราค่าบริการ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป

นายนฤตม์ กล่าวว่า ด้านการจัดหาพื้นที่สำหรับการลงทุน บีโอไอได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งรัดการพิจารณาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมและการจัดทำผังเมืองให้รองรับความต้องการลงทุนระลอกใหม่ ด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน บีโอไอได้จัดส่งรายชื่อนักลงทุนกลุ่มเป้าหมายให้กรมการกงสุลแล้ว เพื่อเร่งรัดการออกวีซ่าเป็นกรณีพิเศษ

หนุนอุตสาหกรรมเหล็กไทย

ที่ประชุมฯ ได้ทบทวนการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเหล็ก เพื่อแก้ไขปัญหาภาวะล้นตลาดและอัตราการใช้กำลังการผลิตต่ำของผู้ผลิตในประเทศ พร้อมปรับทิศทางการส่งเสริมไปสู่การผลิตเหล็กคุณภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมเหล็กสีเขียวตามแนวโน้มตลาดโลก

นายนฤตม์ กล่าวว่า มาตรการสำคัญดังนี้ งดส่งเสริมกลุ่มเหล็กขั้นกลางที่ไม่มีการผลิตต่อเนื่องจากเหล็กขั้นต้น กลุ่มเหล็กทรงแบนสำหรับ , งานอุตสาหกรรมและงานก่อสร้าง เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมเหล็กกลุ่มที่มีภาวะสินค้าล้นตลาด จนทำให้ผู้ผลิตเดิมจำเป็นต้องชะลอการผลิตอย่างมีนัยสำคัญ , งดส่งเสริมการผลิตเหล็กถลุง เพื่อผลักดันให้มีการผลิตเหล็กคุณภาพสูง และมีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และปรับเงื่อนไขการส่งเสริมกิจการเหล็ก 5 ประเภทในกลุ่มเหล็กขั้นกลางและขั้นปลาย โดยกำหนดให้ต้องใช้เตาหลอมไฟฟ้า หรือเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสนับสนุนกระบวนการผลิตที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก