ปี 2569 คาดเดายาก ‘มาม่า’ ลงทุนระวัง ไม่บุ่มบ่าม เร่งฟื้นยอดขายต่างประเทศชดเชยเขมร
เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม นายพันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFMAMA ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรา “มาม่า” เปิดเผยว่า ภาพรวมยอดขายมาม่าในปี 2568 สำหรับตลาดในประเทศเติบโต 2% ส่วนตลาดต่างประเทศยอดขายลดลงกว่า 20% เกิดจากหลายปัจจัย ทั้งภาษีทรัมป์ ทำให้ลูกค้าชะลอการสั่งซื้อ ขณะที่ตลาดยุโรปมีปัญหาในแง่ของราคาที่ยังไม่ค่อยลงตัว ประกอบกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง และเศรษฐกิจตลาดออสเตรเลียหดตัว รวมถึงตลาดกัมพูชา ซึ่งเป็นตลาดส่งออกใหญ่คิดเป็นสัดส่วน 17.8% ยอดขายหายไปเกือบเป็นศูนย์ จากผลกระทบข้อพิพาทชายแดนที่ยืดเยื้อตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 ซึ่งยอดขายจากไทยหายไปประมาณ 100 ล้านบาทต่อเดือน ทำให้ปี 2569 บริษัทจะไม่นำตลาดกัมพูชามารวมไว้ในพอร์ต และปรับการทำตลาดต่างประเทศกลับไปทำตลาดยุโรป อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย โดยเฉพาะตลาดยุโรปที่คาดว่าจะดีขึ้น ยังมีแผนจะเข้าไปทำตลาดจีนด้วย ส่วนตลาดกัมพูชาคงต้องรอให้สถานการณ์ต่างๆคลี่คลายก่อน ทั้งนี้ด้วยปัจจัยหลายๆอย่าง คาดว่าในปี 2568 กำไรจะลดลง ส่วนปี 2569 ตั้งเป้ามียอดขายในประเทศโต 4-5% และต่างประเทศคาดว่าจะโตกว่า 10% แต่ขึ้นอยู่กับค่าเงินบาทด้วย
นายพันธ์กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยังไม่ถึงจุดอิ่มตัว เนื่องจากเป็นสินค้าที่ราคาไม่แพง ซึ่งสินค้าแมสราคาอยู่ที่ 7 บาทต่อซอง ยังเป็นสินค้าทางเลือกของคน และเป็นสินค้าที่มีโอกาสในการทำตลาด เพียงแต่ตลาดอาจจะไม่โตหรือโตไม่มาก ทั้งนี้บะหมี่ฯราคา 7 บาท ตลาดไม่โตมาหลายปีแล้ว เนื่องจากคนเปลี่ยนมากินบะหมี่พรีเมียมกันมากขึ้น ทำให้ตลาดบะหมี่พรีเมียม มีช่องให้เล่น และเติบโตขึ้นมาก สะท้อนจากมาม่าโอเค ที่ยอดขายโต 30% ต่อเนื่อง 2 ปีแล้ว โดยเฉพาะบะหมี่เส้นขาวที่เติบโตขึ้นมาก และเป็นกลุ่มที่ไม่ถูกคุมราคา จึงทำให้ผู้ประกอบการสามารถอัพคุณภาพมาแข่งขันกันได้ ถ้าสินค้ามีความคุ้มค่า ผู้บริโภคก็ซื้ออยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม มองว่าการแข่งขันในตลาดในปีหน้า คงไม่ดุเดือดเหมือนปี 2567 เนื่องจากปี 2568 มีปัจจัยกระทบเข้ามาค่อนข้างมากต่อภาพรวมเศรษฐกิจ และมีปัญหาใหม่ๆเข้ามาทุกเดือน ถือว่าเป็นปีที่สาหัสที่สุดแล้ว ซึ่งกลยุทธ์ของมาม่านอกจากบุกตลาดต่างประเทศ ในส่วนของตลาดในประเทศจะออกสินค้าใหม่ๆมากระตุ้นตลาดมากขึ้น
“ปี 2569 ยังไม่รู้ว่าจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นอีก แนวทางการลงทุนจึงต้องระมัดระวังตัว ต้องรู้จักเอาตัวรอด หาวิธีการทำให้อยู่ให้ได้ และคงเป็นปีที่ต้องวัดฝีมือการบริหาร ซึ่งปัญหาใหญ่คือต้นทุน ถ้าต้นทุนต่ำ ทำให้เรามีกระสุนไปทำอย่างอื่น มาม่าเองก็ต้องระวังตัว ต้องรอบคอบ อย่าบุ่มบ่าม อะไรที่ลงทุนได้ก็ลงทุน อะไรที่ชะลอได้ก็ชะลอไปก่อน อย่างแผนสร้างโรงงานใหม่ของเรามีแผนมา 3 ปีแล้ว ถ้าไม่มีทางเลือกก็เดินหน้าสร้าง แต่ถ้ายังสามารถบริหารจัดการบนพื้นที่เดิมได้ ก็ทำไปก่อน อย่างโรงงานที่ระยอง เราก็ขยายพื้นที่เดิมเพิ่มไลน์ผลิต 1 ไลน์ ก็สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้แล้ว 3-4% ต่อปี เพราะถ้าไปลงทุนที่ใหม่ ต้องใช้เงินลงทุนสูง เพราะต้องซื้อที่ดินและมีค่าก่อสร้างเพิ่มอีก” นายพันธ์กล่าว

