เปิดวิเคราะห์ ยุบสภา : ซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย นักวิชาการฟันธงปี 2569 ‘ตัวใคร ตัวมัน’
เมื่อวันที่ 12 ธันาคม รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เผยถึงการวิเคราะห์การยุบสภาล่าสุด ดังนี้
1. แรงกระเพื่อมต่อเศรษฐกิจไทย ปี 2569 ใน 7 ประเด็น
พระราชกฤษฎีกา ยุบสภาเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในทิศทางที่แย่ลงต่อปัญหาเศรษฐกิจที่มีอยู่เดิม และยังแก้ไม่ได้ เศรษฐกิจไทยจะเริ่มนับหนี่งกันใหม่ หลังจากมีรัฐบาลใหม่ (น่าจะอยู่ในเดือน พฤษภาคม หรือ มิถุนายน 2568) ซึ่งไม่แน่ใจว่าหน้าตาของรัฐบาลใหม่จะเป็นพรรคใด และนโยบายเศรษฐกิจจะไปในทิศทางใด
” การยุบสภาครั้งนี้ จะส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทยใน 7 ประเด็นคือ 1.ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจ (หนี้ครัวเรือนไทย ศักยภาพแข่งขันลดลง แรงงาน) 2. การรบกับเขมร 3.สแกมเมอร์ 4. ดีลการค้าไทยสหรัฐฯ 5.ภัยพิบัติ 6.การเจรจา FTA 7.ภาพลักษณ์ไทยต่อการเมืองไม่มีเสถียรภาพ ”
2. การเมืองไม่มีเสถียรภาพ : เศรษฐกิจเสี่ยงครึ่งปีแรก 2569 ลดลงไตรมาสละ 1.8% ทั้งปีโต 1.3%
การเมืองไทยไม่มีเสถียรภาพส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยทุกด้าน เสี่ยงทั้งเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4/2568 และ ครึ่งปีแรก 2569 ซึ่งขึ้นกับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ว่า สามารถจัดตั้งได้เร็วแค่ไหน ฉากทัศน์ที่จัดตั้งรัฐบาลช้าสุดคือ 3 เดือนจะทำให้เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1 และ 2 มีความเสี่ยงที่จะลดลงไตรมาสละ 1.8% โดยทั้ง 3 ฉากทัศน์ เศรษฐกิจไทยอยู่ 1.2-1.5% หรือเฉลี่ยอยู่ที่ 1.3% โดยคาดว่า ปี 2568 เศรษฐกิจไทยขยายตัวอยู่ที่ 1.7-1.8%
3.เสี่ยงโดนภาษีทรัมป์ 3 เด้ง : ภาษีตอบโต้ 36% สวมสิทธิ 40% เสียสิทธิภาษีนำเข้า 0%
ภายใต้สถานการณ์การรบไทยกับกัมพูชา สหรัฐฯ จะกดดันไทยให้กลับเข้ามาสู่การเจรจาสันติภาพ โดยอาจจะเก็บภาษีตอบโต้จากไทยที่ 19% เป็น 36% อาจจะถูกเก็บภาษีสวมสิทธิสินค้า 40% และอาจจะไม่ได่รับสิทธิภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ 0% ส่งผลต่อการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ขยายตัวเพียง 4.8%
“ปี 2569 ส่งออกไทยไปสหรัฐฯ คาดว่า มูลค่าอยู่ที่ 70,540 ล้านเหรียญ” (ปี 2568 คาดการณ์ว่าการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ มีมูลค่า 67,312 ล้านเหรียญ ขยายตัว 22.7%”) นอกจากในปี 2569 ไทยต้องเจอกับภาษีเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ อีกหลายรายการ ที่เป็นตามกฎหมายเฉพาะของสหรัฐฯ เช่น กฎหมาย Tariff Act of 1930 (Section 701, 731, 781) Trade Act of 1974 (Section 301) Trade Expansion Act of 1962 (Section 232) กฎหมายการค้าปี 1974 (Section 122) ซึ่งอนุญาตให้เก็บภาษี 15% กฎหมายศุลกากรปี 1930 (Section 388) ซึ่งเปิดทางให้เก็บภาษีสูงสุด 50% จากประเทศที่เลือกปฏิบัติต่อสินค้าสหรัฐฯ แทนที่ภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) “มูลค่าสินค้าส่งออกไทยที่มีโอกาสใด้รับผลกระทบที่จะส่งไปสหรัฐฯ เท่ากับ 8.1 พันล้านเหรียญ หรือ 2.6 แสนล้านบาท”
4.ปัญหาเรื้อรัง: หนี้ครัวเรือนทรงตัวในระดับสูง การบริโภคต่ำ เสี่ยงภาวะเงินฝืด
มูลค่าหนี้ครัวเรือนไทยเพิ่มจาก 11 ล้านล้านบาท ในปี 2562 เป็น 17 ล้านล้านบาท ในปี 2567 สัดส่วนเพิ่มจาก 80% เป็น 91% ต่อ GDP แม้ว่าในปี 2568 สัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะลดลงก็ตาม แต่ก็ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศอาเซียน หนี้ครัวเรือนที่สูงจะส่งผลทางลบต่อการบริโภคที่มีสัดส่วน 55% ของ GDP เห็นได้จากอัตราการบริโภคลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 จาก 6.3% (2565) เหลือ 2.7% (2568) และ “คาดการณ์ว่าปี 2569 การบริโภคชะลอตัวที่ 1.9-2.2% ชะลอตัวเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน ” การบริโภคที่ต่ำทำให้ระดับราคาสินค้า ลดลงอย่างต่อเนื่องใน 5 ปีที่ผ่านมา คาดการณ์ว่าปี 2569 “เงินเฟ้ออยู่ที่ -0.1-0.3%” มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิด “ภาวะเงินฝืดแบบอ่อน (Mild Deflation)”
5.ความเชื่อมั่นนักลงทุนหด : ขาดนโยบายลงทุนหลัก เสี่ยง FDI ถดถอยจาก 4.5% เหลือ 2.5% ต่อ GDP
การลงทุนของภาคเอกชนไทย ช่วง 4 ปีที่ผ่าน (2565-2568) มีความผันผวนสูง มีอัตราการขยายตัวต่ำ ไม่เกิน 2% ต่อไตรมาส ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไม่มีนโยบายเศรษฐกิจหลักที่ชัดเจนในการลงทุนโครงการใหญ่ คาดการณ์ว่าปี 2569 การลงทุนเอกชนมีอัตราการขยายตัวลดลงจาก 2% เหลือ 1.5%
ในขณะที่ ทุนต่างชาติ (FDI) แม้มูลค่าจะเพิ่มขึ้นก็ตาม แต่เมื่อเทียบต่อ GDP แล้ว ลดลงจาก 4.4% เหลือ 2.5% (ระหว่างปี 2548 ถึง 2547) คาดการณ์ว่า “ปี 2569 สัดส่วนการลงทุนต่างชาติ อยู่ที่ 3.1% มูลค่า 6 แสนล้านบาท”
6. “4 เรื่องเร่งด่วนรัฐบาลใหม่ต้องทำ ปี 2569”
ได้แก่ 1.การกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้ประชาชนจับจ่ายใช้สอย 2.ทำอย่างไรให้เกิดการลงทุนภายในประเทศดึงเม็ดเงิน FDI 3.การเจรจาภาษีทรัมป์ และ 4.การรบกับต้องจบโดยเร็ว
7.ข้อเสนอแนะ เศรษฐกิจปี 2569 : “ตัวใคร ตัวมัน”
1.ปี 2569 หลังการเลือกตั้ง ต้องเร่งให้มีรัฐบาลใหม่โดยเร็ว เพื่อรีบเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ เช่น นโยบายการลงทุน ทำแผนลดหนี้ครัวเรือนรายกลุ่ม (SMEs, เกษตรกร, พนักงานประจำ) และการจบดีลการค้าสหรัฐฯ เป็นต้น
2.เลิกนโยบายประชานิยม นำเงินไปแก้ปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจจริงจัง
3.รื้อระบบการจัดการภัยพิบัติที่ล้มเหลว (ที่มีอยู่) ทั้งระบบเตือนภัยทุกระบบ การอพยพคน การช่วยเหลือด้านอาหาร ศูนย์อพยพ ซ้อมการหนีภัยพิบัติ และระบบการเยียวยาหลังภัยพิบัติ เป็นต้น
4.บรรจุแผนปฎิบัติการและจัดการภัยพิบัติอยู่ในแผนงานของทุกกระทรวงและแผนพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ
5.นโยบายรับมือภาษีทรัมป์ เช่น “ศูนย์บริหารความเสี่ยงด้านภาษีสหรัฐฯ (Tariff Response Center)” เพื่อช่วยภาคเอกชน เป็นต้น
6.เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันการส่งออก เช่น ปรับโครงสร้างภาษีเพื่อลดต้นทุนการผลิตสำหรับ SMEs และตั้งกองทุนสนับสนุนการลงทุนเทคโนโลยี Automation & AI เป็นต้น
7.ปรับงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่เน้นการสร้างถนน สู่โครงสร้างพื้นฐานการจัดการน้ำทั้งระบบของประเทศ
8.ประชาชนและเอกชนต้องเอาตัวให้รอด อย่ารอความหวังจากการเมือง และรัฐบาล จะทำให้เสียโอกาส

