ประเทศไทยประกาศเจตนารมณ์ในการกำหนดเป้าหมาย Net Zero ของประเทศในปี 2050 เร็วขึ้น 15 ปีจากกำหนดการเดิม 2065 ผ่านการเสนอแผน Nationally Determined Contribution (NDC) ฉบับใหม่ เป็นทางการในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ในการประชุม COP30 ที่ประเทศบราซิล
ความตั้งใจสะท้อนว่า พลังงานสะอาดคือหมุดหมายสำคัญที่ทั่วโลกต่างมุ่งหน้า
ปัจจุบันทุกประเทศจึงเฟ้นหาโซลูชั่นและนวัตกรรมใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสอดรับกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ประเทศจีน พี่ใหญ่ของภูมิภาคเอเชียและหนึ่งในมหาอำนาจของโลก มีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมและอุตสาหกรรม EV ที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดดจึงเป็นหนึ่งในประเทศที่เปลี่ยนผ่านพลังงานเร็วที่สุด

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR จึงได้นำคณะสื่อไทยบินตรงสู่มณฑลกวางตุ้งเพื่อไปสัมผัสนวัตกรรมพลังงานและยานยนต์ไฟฟ้าอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่เทคโนโลยีระบบไฟฟ้า EV Smart mobility จนถึงโมเดล Green Plus ที่เชื่อมโยงพลังงานกับชุมชนและคุณภาพชีวิต พร้อมตั้งคำถามสำคัญว่า “พลังงานยุคหน้าจะมีหน้าตาแบบไหนและบทบาทของเอกชนกับภาครัฐจะเชื่อมโยงกันอย่างไร”
⦁V2G เทคโนโลยีพลิกโฉมการจัดการพลังงาน
คณะเข้าเที่ยวชม Baiyun Power Group บริษัทเอกชนชั้นนำ เชี่ยวชาญด้านงานอุปกรณ์ระบบไฟฟ้า ให้การสนับสนุนระบบโครงข่ายไฟฟ้าแรงสูงของจีนมานานกว่า 30 ปี ดำเนินธุรกิจครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลังงาน ตั้งแต่การผลิตพลังงานสะอาด การส่งและกระจายกำลังไฟฟ้ารวมถึงการพัฒนา solution ด้าน Smart City อาทิ ระบบขนส่งรางไฟฟ้าอัจฉริยะ ระบบน้ำอัจฉริยะ และระบบสาธารณสุขอัจฉริยะ เป็นต้น
สิ่งแรกที่น่าตื่นตาของที่นี่ คือ V2G (Vehicle-to-Grid) เทคโนโลยีที่ทำให้รถไฟฟ้าสามารถชาร์จเข้าแบตเตอรี่ และขนาดเดียวกันสามารถส่งพลังงานจากแบตเตอรี่ของรถกลับไปที่โครงข่ายไฟฟ้าได้ ซึ่งระบบดังกล่าวจะช่วยในการรักษาสมดุลพลังงานในระบบไฟฟ้าในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟสูง (Peak load) ปัจจุบัน V2G ยังมีข้อจำกัดเชิงเทคนิคและโครงสร้างพื้นฐานหลายด้าน เช่น ต้องเป็นรถที่ต้องรองรับมาตรฐาน Bidirectional Charging เท่านั้น
นอกจากนี้ Baiyun ยังมี Smart Energy Solutions แบบครบวงจร เช่น Glass Insulators ลูกแก้วฉนวนไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่ลดการสูญเสียพลังงานบนสายส่ง ลดความเสี่ยงไฟฟ้าลัดวงจร และมีอายุการใช้งานยาวนานกว่าเดิม โดยใช้วัสดุและกาวทนไฟมาตรฐานสูง ผลลัพธ์คือระบบไฟฟ้ามีความปลอดภัยสูงขึ้นและต้องบำรุงรักษาน้อยลง เทคโนโลยีเหล่านี้สะท้อนแนวคิด System Innovation ที่ไทยสามารถเรียนรู้และต่อยอดได้

⦁Green Plus โมเดลที่สร้างมากกว่าพลังงาน
รวมทั้งเยี่ยมชม Huaneng Power International, Inc. (HPI) หนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าหลักของจีน และเป็นบริษัทในเครือของ China Huaneng Group (CHNG) ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน Five Major Power Generation Groups ของรัฐจีน HPI เป็นผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่อันดับ 2 ของจีน และอันดับ 2 ของโลก โดยมีสัดส่วนพลังงานสะอาดสูงถึง 49%
ไฮไลต์สำคัญของที่นี่ คือ Floating Solar Farm ที่ใหญ่ที่สุดในมณฑลกวางตุ้ง ตัวแผงโซลาร์จะถูกติดตั้งบนผิวน้ำ ทำงานควบคู่กับฟาร์มประมงในพื้นที่ แผงโซลาร์เซลล์จะช่วยลดอุณหภูมิและลดการระเหยของน้ำ ให้ชาวบ้านที่เลี้ยงปลามีรายได้เสริมจากกิจกรรมฟาร์มประมงใต้แผงโซลาร์
แนวคิดนี้เรียกว่า Green Plus Model หรือ Green + X ซึ่งมุ่งเน้นให้โครงการพลังงานสร้างประโยชน์เพิ่มเติม นอกเหนือจากการผลิตไฟฟ้า การดำเนินโครงการยังผสานความร่วมมือกับภาครัฐและชุมชน เช่น การลดภาษีรายได้ การเช่าที่ดินจากชุมชน และการสนับสนุนทางเศรษฐกิจโดยตรง ทั้งนี้การนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในฟาร์มปลาในช่วงแรกก็มีความท้าทาย เนื่องจากชาวบ้านยังไม่เปิดรับสิ่งใหม่ แต่เมื่อเห็นตัวเลขรายได้จากทั้งค่าเช่าที่ดินและรายได้เสริมจากกิจกรรมฟาร์ม ประกอบกับการสร้างงานใหม่ ทำให้เกิดการยอมรับและสนับสนุนโครงการอย่างต่อเนื่อง
สะท้อนให้เห็นว่าพลังงานยุคใหม่ไม่ใช่แค่พลังงานสีเขียว แต่เป็นการออกแบบผลลัพธ์ทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมร่วมกัน

⦁Auto Tech China 2025 รถบินได้แห่งอนาคต
คณะยังได้เข้าร่วมงาน Auto Tech China 2025-the 12th China Guangzhou มหกรรมแสดงสินค้าเทคโนโลยีและนวัตกรรมยานยนต์นานาชาติที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในเมืองกว่างโจว ที่รวบรวมบริษัททั้งจีนและต่างชาติตั้งแต่สตาร์ตอัพจนถึงค่ายใหญ่อย่าง BYD, Xpeng, Geely รวมถึงการจัดแสดงรถพิเศษอย่าง Hongqi รถหุ้มเกราะสั่งทำพิเศษของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง งานนี้ถือเป็นเวทีเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่และสะท้อนศักยภาพการปฏิวัติอุตสาหกรรมยานยนต์ของจีนสู่โลก ซึ่งในปีนี้ภายในงานมีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่กว่า 90 รุ่นและจัดแสดงรถกว่า 1,000 คัน โดยเป็นรถพลังงานใหม่ถึง 629 คัน
ข้อมูลในปี 2024 ระบุว่า จีนมียอดขายรถพลังงานใหม่แตะ 10 ล้านคันเป็นครั้งแรก และมีจำนวนรถพลังงานใหม่อยู่ในระบบเพิ่มขึ้นถึง 5.4 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2020 นอกจากนี้ข้อมูลครึ่งแรกของปี 2025 ฉายให้เห็นว่าอัตราการเติบโตของรถพลังงานใหม่เพิ่มสูงถึง 50.2% กว่าเป้าหมายในแผนพัฒนาลดพลังงานใหม่ที่ตั้งไว้ที่ 20% ภายในปี 2025 สะท้อนให้เห็นอุตสาหกรรมรถพลังงานใหม่ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด
หนึ่งในไฮไลต์ที่น่าสนใจสอนให้เห็นถึง Smart mobility และ EV ecosystem ของจีนคือการเปิดตัว Xpeng Flying Car (AeroHT) หรือรถบินได้ ที่พัฒนามาในรูปแบบของ Land Aircraft Carrier ประกอบด้วย 2 ส่วนหลักคือ Ground module ซึ่งเป็นตัวรถ และ Air module eVTOL ที่บินขึ้น-ลงแบบตั้งฉาก ปัจจุบันรถบินได้ยังไม่สามารถสัญจรทางอากาศได้อย่างอิสระทำได้เพียงบินไปตามจุดที่กำหนดเท่านั้น ซึ่ง Xpeng ประกาศผลิตเชิงพาณิชย์ในปี 2026

⦁จีนแข่งคุณภาพเลิกแข่งราคา
กาจฐิติ วิวัธวานนท์ กงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว ให้ข้อมูลว่า ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของจีนในยุค “High-quality Development” ซึ่งเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านราคาเป็นการแข่งขันด้วย คุณภาพ, ประสิทธิภาพ, เทคโนโลยี และความยั่งยืน สิ่งเหล่านี้เป็นยุทธศาสตร์สำคัญตามแผนพัฒนาของจีน และสะท้อนอยู่ทั้งในภาครัฐและเอกชน
High-quality Development ไม่ใช่เพียงคำสโลแกน แต่เป็นหลักคิดที่จีนตั้งคำถามกับตัวเองอยู่เสมอว่าอะไรคือ “high quality” ในระดับต่อไป และใช้เอไอและเทคโนโลยี เป็นเครื่องมือหลักในการพัฒนา สิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การวิจัยควบคู่กับสังคมและวัฒนธรรม และการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน พร้อมมุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนการบริโภคในประเทศเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจีนต้องการเปลี่ยนจากผู้ตามเป็นผู้สร้างระบบใหม่ของโลก
⦁‘กวางตุ้ง’ หัวใจเศรษฐกิจจีน
กาจฐิติกล่าวถึงมณฑลกวางตุ้งที่อุดมไปด้วยนวัตกรรมพลังงานและยานยนต์ไฟฟ้าว่า มีคำกล่าว “มองกวางตุ้งเห็นเศรษฐกิจจีน หากกวางตุ้งสะดุด จีนสะเทือน” เพราะมีพื้นที่เศรษฐกิจขนาดใหญ่ของจีนติดต่อกันถึง 36 ปีซ้อน กว่างโจวมีประชากร 19 ล้านคน ใหญ่กว่า กทม. 2 เท่า กวางตุ้งมีประชากร 120 ล้านคน
ใหญ่กว่าประเทศไทย 2 เท่า จีดีพีของกวางตุ้งเท่ากับ 4 เท่าของประเทศไทย ฉะนั้นแม้เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัว แต่หัวใจของเศรษฐกิจจีนอยู่ที่นี่
กวางตุ้งยังมีกรอบความร่วมมือ GBA (Greater Bay Area) ประกอบด้วย 9 เมืองในกวางตุ้ง + ฮ่องกง + มาเก๊า เป้าหมายคือเชื่อมเมืองต่างชาติกลับเข้ากับแผ่นดินใหญ่ (mainland) และสนับสนุนเศรษฐกิจและเทคโนโลยีภายใน จึงเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ไทยควรเชื่อมโยง ทั้งในแง่การค้า, การลงทุน และวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี
ขณะนี้ไทยเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของจีน จากปัจจัยหลายด้าน เช่น Trust ที่รัฐบาลจีนให้ความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในไทย, Infrastructure ของไทยพร้อมรองรับโครงสร้างพื้นฐาน และ Capacity ที่ไทยสามารถรองรับบางส่วนของ overcapacity เช่น data center
โดย Xpeng Flying Car เป็นตัวอย่างชั้นดี ที่สะท้อนให้เห็นความเป็น High-quality Development ของจีนสมัยก่อนคงเคยได้ยินว่า “ก๊อปแท้ต้องเซินเจิ้น” แต่ปัจจุบันเซินเจิ้นได้ปรับตัวจาก Powerhouse ด้านการผลิต เป็น Innovation Hub ภายในเวลา 45 ปี จะเห็นว่ามณฑลกวางตุ้งคือขุมทรัพย์ด้าน R&D และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ฉะนั้นคำถามคือเราจะเชื่อมกับขุมทรัพย์แห่งนี้อย่างไร

⦁การเปลี่ยนผ่านพลังงานผ่านเลนส์ OR
ด้าน ม.ล.ปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR กล่าวถึงบทบาทของบริษัทในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ ผ่านโครงสร้างพื้นฐานยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ครบวงจรว่า ประเทศไทยตั้งเป้า Net Zero ภายในปี 2050 โดยมีเป้าหมายให้ 30% ของรถยนต์ที่ผลิตในประเทศเป็น EV ภายในปี 2030 พร้อมสนับสนุนการพัฒนา โครงข่ายสถานีชาร์จ ให้เพียงพอกับจำนวนรถ EV ที่เพิ่มขึ้น
OR จึงต่อยอดธุรกิจสถานีบริการด้วย EV Station PluZ ขยายเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ โดยตั้งเป้า 7,000 หัวชาร์จ DC ภายในปี 2030 ปัจจุบันมีหัวชาร์จแล้วกว่า 3,300 หัว ทั้งใน PTT Station, สถานี LPG, NGV และพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่มีความต้องการสูง เช่น ศูนย์การค้า โรงแรม โรงพยาบาล ออฟฟิศ และหน่วยงานรัฐ
“เราอยากให้คนตัดสินใจซื้อรถอย่างใดอย่างหนึ่ง ปัจจุบันนี้หากเราซื้อรถ สมมุติผมขับในเมืองผมต้องใช้รถอีวี ผมก็ใช้เงินประมาณ 8 แสนซื้อรถอีวี ขณะเดียวกันผมก็อยากไปต่างจังหวัด ผมก็ต้องซื้อรถไอซีอีเพราะผมไม่มั่นใจว่าผมจะไปเติมไฟฟ้าตรงไหนได้ สรุปแล้ว คนไทยต้องใช้เงินประมาณ 2 ล้านเพื่อจะซื้อรถ เพราะซื้อทั้งอีวีและไอซีอี” นโยบายของเราคือ ทำอย่างไรให้คนไทยมีความมั่นใจในการเติมพลังงาน เราก็มีหน้าที่สร้าง station สร้างอะไรให้คนไทยมีความมั่นใจ เพราะว่าไม่มีความจำเป็นเลยที่จะต้องเสียเงินสองต่อในการซื้อรถ
⦁EV ไม่ได้แทนที่น้ำมัน
ม.ล.ปีกทองระบุ “เราต้องการเปลี่ยนพฤติกรรมคน” เวลามาชาร์จรถไม่ใช่มาชาร์จแล้วนั่งรออยู่ในรถอย่างเดียว ต้องให้เขาออกมาใช้บริการสถานที่ด้วย ตอนนี้เรามีการปรับปรุง ptt station ให้ตอบรับความต้องการของคนมากขึ้น ไม่ใช่มาถึงชาร์จแล้วก็นั่งเล่นเกมอยู่ในรถ ความเปลี่ยนแปลงของสถานีบริการคือสมัยก่อนคนมาเติมน้ำมันใช้เวลาประมาณ 7 นาที มันถึงเป็นที่มาของความสำเร็จของร้านสะดวกซื้อ เติมน้ำมัน
แล้ววิ่งเข้าไปซื้อของนี่คือจุดที่มันเวิร์ก
ขณะเดียวกันในอนาคตเวลาคนมาชาร์จรถ เขาใช้เวลาครึ่งชั่วโมง “ครึ่งชั่วโมงจะไปเดินเซเว่นมันก็กะไรอยู่ มันก็เบื่อเหมือนกัน ก็ต้องหาสิ่งที่ให้เขาใช้เวลาครึ่งชั่วโมง” จุดนี้เอง OR ใช้เป็นกลยุทธ์พัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ใน “OR SPACE” ซึ่งเป็นการปรับโฉม Ecosystem ของ OR ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุค Energy Transition ผสานพื้นที่เชิงพาณิชย์, บริการไลฟ์สไตล์ และบริการ EV เข้าด้วยกัน เช่น ร้าน Cafe Amazon, ร้านอาหาร, คลินิกโอบอ้อม, ร้าน found & found, Otteri WASH & DRY เพื่อเปลี่ยนสถานีบริการเป็น จุดหมายปลายทางที่ทั้ง “ชาร์จรถและชาร์จพลังชีวิต”
“เรามองว่าธุรกิจ EV ไม่ได้มาแทนธุรกิจน้ำมัน แต่เป็นการต่อยอดโครงสร้างธุรกิจเดิมให้ตอบโจทย์พลังงานสะอาด” ม.ล.ปีกทองระบุ
การศึกษาดูงานในครั้งนี้ช่วยให้เห็นภาพรวมของการเปลี่ยนผ่านพลังงานและนวัตกรรมที่เชื่อมโยงกับสังคมและเศรษฐกิจอย่างชัดเจน ตั้งแต่เทคโนโลยี V2G ที่ช่วยรักษาสมดุลระบบไฟฟ้า ไปจนถึงโมเดล Green Plus ที่ผสานพลังงานสะอาดเข้ากับชุมชนและฟาร์มประมง ซึ่งล้วนแต่เป็นการสร้างกรอบความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับพลังงานในอนาคต
และเป็นแรงบันดาลใจในการคิดต่อยอดการเปลี่ยนผ่านพลังงานในประเทศไทยอย่างยั่งยืนต่อไป
นพวิชญ์ เอี่ยมสืบทัพ

