การผลักดันกฎหมาย “สิทธิในการซ่อม (Right to Repair)” และ เลมอน ลอว์ (Lemon Law) กำลังกลายเป็นพลังสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน ลดขยะ และคืนอำนาจให้ผู้บริโภคมีสิทธิเลือกอย่างแท้จริง
หลายคนอาจคุ้นเคยกับประสบการณ์ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาใช้งานได้สักพัก หน้าจอกลับดับ ระบบเริ่มค้าง หรือฟังก์ชันสำคัญเกิดขัดข้องแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย เมื่อปัญหาเกิดขึ้น เส้นทาง “การซ่อม” ที่ควรจะเป็นตัวเลือกง่าย ๆ สำหรับผู้บริโภคกลับเต็มไปด้วยอุปสรรค ส่งเข้าศูนย์ซ่อมก็มีค่าใช้จ่ายสูงจนต้องลังเล ขณะเดียวกันร้านซ่อมอิสระก็ไม่สามารถซ่อมได้เต็มประสิทธิภาพเพราะผู้ผลิตไม่เปิดให้เข้าถึงอะไหล่หรือข้อมูลการซ่อม ทำให้ผู้บริโภคจำใจต้อง “ซื้อใหม่” อยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

วงจรเช่นนี้ไม่ได้เป็นปัญหาแก่กระเป๋าสตางค์ของผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังสร้างภาระซ่อนเร้นให้กับสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรถูกใช้โดยไม่คุ้มค่า อุปกรณ์ที่ควรยืดอายุการใช้งานได้กลับถูกทิ้งก่อนเวลาอันควร และท้ายที่สุดก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของภูเขาขยะอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นปัญหาระดับประเทศที่ยากต่อการจัดการมากขึ้นทุกปี
ดังนั้น การมีกฎหมายที่ส่งเสริม “สิทธิในการซ่อม” (Right to Repair) จึงเป็นก้าวสำคัญที่ไม่เพียงช่วยคุ้มครองผู้บริโภคจากสินค้าที่มีความบกพร่อง แต่ยังสอดรับกับแนวโน้มสากลที่ผลักดันให้สังคมเดินไปสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
เมื่อสิทธิในการซ่อมกลายเป็นกุญแจสำคัญของความเป็นธรรมและความยั่งยืน
แนวคิดสิทธิในการซ่อมกำลังเป็นกระแสที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ เพราะปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับวัฒนธรรมใช้แล้วทิ้งที่เกิดจากกลยุทธ์การออกแบบให้หมดอายุเร็ว (Planned Obsolescence) สินค้าหลายประเภทตั้งใจให้ซ่อมยาก หรือซ่อมไม่ได้ เช่น การใช้น็อตเฉพาะหรือกาวพิเศษ รวมถึงการตั้งราคาค่าซ่อมสูงจนไม่คุ้ม การปิดกั้นข้อมูลวิธีซ่อม และการยุติการอัปเดตซอฟต์แวร์ของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ผู้บริโภคต้องซื้อใหม่อย่างไม่มีทางเลือก ซึ่งเพิ่มขยะและการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองและสร้างภาระทางเศรษฐกิจ

ในเวทีโลก หลายประเทศ โดยเฉพาะในสหภาพยุโรป ได้ก้าวหน้าไปไกลแล้ว โดยมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคให้สามารถซ่อมสินค้าได้ง่ายขึ้น ผู้ผลิตต้องจัดหาอะไหล่ให้มีจำหน่ายอย่างน้อย 7 ปี และต้องสนับสนุนการอัปเดตซอฟต์แวร์ต่อเนื่อง พร้อมกำหนดระยะเวลารับประกันขั้นต่ำ 2 ปี มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความรับผิดชอบซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการซ่อมสินค้าได้จริง แต่ยังสร้างแรงผลักดันเชิงบวกให้บริษัทหันมาออกแบบสินค้าให้ซ่อมง่ายและมีอายุการใช้งานยาวนานที่สุด รวมถึงปรับเปลี่ยนโครงสร้างใหม่ของตลาดที่มีความยุติธรรมและโปร่งใสมากขึ้น
ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงในทิศทางเดียวกัน โดยมีข้อเสนอให้บรรจุสิทธิในการซ่อมไว้ในกฎหมายว่าด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน และในขณะเดียวกัน ภาคประชาชนก็ผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า หรือ Lemon Law ซึ่งสะท้อนเจตนารมณ์ร่วมกันในการปกป้องผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง
เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2567 สภาองค์กรของผู้บริโภคได้ยื่นร่างกฎหมาย Lemon Law ต่อสภาผู้แทนราษฎร พร้อมรายชื่อสนับสนุนกว่า 23,705 รายชื่อ จุดยืนสำคัญของกฎหมายนี้คือการกำหนดสิทธิพื้นฐานให้ผู้บริโภคสามารถ ซ่อมสินค้า เปลี่ยนใหม่ ลดราคา หรือยกเลิกสัญญา หากสินค้ามีความชำรุดภายในเวลาที่กำหนด เช่น 6 เดือนสำหรับสินค้าทั่วไป และ 12 เดือนสำหรับรถยนต์ รวมถึงเปิดช่องให้ผู้บริโภคสามารถพักชำระค่างวด ได้หากสินค้ามีปัญหาโดยไม่ต้องรอคำพิพากษา โดย Lemon Law มีความตั้งใจเป็นกรอบกฎหมายที่ทำให้ผู้บริโภคไม่ต้องอยู่ในสถานการณ์ “พังตั้งแต่วันแรก แต่ไม่มีใครรับผิดชอบ”
การผลักดันสิทธิในการซ่อมและ Lemon Law จึงเป็นสองแรงขับเคลื่อนที่ทำงานคู่กัน หนึ่งคือการสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการซ่อมอย่างแท้จริง อีกหนึ่งคือการกำหนดความรับผิดชอบเมื่อสินค้ามีปัญหา ทั้งสองแนวคิดร่วมกันยกระดับคุณภาพสินค้า ลดการใช้ทรัพยากรโดยไม่จำเป็น และลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นภาระระดับประเทศ ทั้งหมดนี้คือแกนกลางของเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เน้นการยืดอายุการใช้งานของสินค้าแทนการผลิตใหม่ไม่รู้จบ
ในขณะที่ต่างประเทศมีสิทธิในการซ่อมเป็นมาตรฐาน ประเทศไทยกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะทำให้สิทธินี้กลายเป็นหลักประกันทางกฎหมายที่จับต้องได้จริง ทั้งผ่านการผลักดันด้านนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน และผ่านการรณรงค์ของภาคประชาชนที่พลิกเสียงของผู้บริโภคให้มีน้ำหนักในระบบกฎหมายมากขึ้น

R-Score และชุมชนซ่อม: การลุกขึ้นมาของพลังพลเมือง
อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจและเป็นแรงสำคัญสำหรับการพัฒนาสิทธิในการซ่อมในประเทศไทย คือการเติบโตของ “ชุมชนส่งเสริมวัฒนธรรมการซ่อม” (Repair Community) ในประเทศไทย ซึ่งกำลังก่อรูปวัฒนธรรมใหม่ที่ให้คุณค่ากับการซ่อมแทนการทิ้ง
หนึ่งในผลงานสำคัญคือ R-Score (Repairability Score) ซึ่งเป็นเครื่องมือเพื่อให้ผู้บริโภคทราบว่าสินค้าใดซ่อมง่ายหรือซ่อมยากก่อนตัดสินใจซื้อ ผ่านเกณฑ์มาตรฐานการประเมิน เช่น การถอดประกอบ อะไหล่ ราคา การเข้าถึงข้อมูลการซ่อม เป็นต้น ครอบคลุมสินค้าอย่างสมาร์ทโฟน แล็ปท็อป หรือแม้แต่กางเกงยีนส์ ขณะเดียวกันก็มีแพลตฟอร์มอย่าง “วนวน (WonWon)” ที่รวบรวมร้านซ่อมเสื้อผ้า รองเท้า นาฬิกา กระเป๋า และเครื่องใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงร้านซ่อมคุณภาพได้ง่ายขึ้น และเป็นการกระจายรายได้กลับสู่ชุมชน
นี่คือการคืนอำนาจให้ผู้บริโภคอย่างแท้จริง ทำให้การซ่อมเป็นทางเลือกที่ทำได้จริงและไม่ยุ่งยากเหมือนในอดีต

ร่วมกันซ่อมระบบ คืนความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค
สภาผู้บริโภคเชื่อว่าการคุ้มครองสิทธิของประชาชนไม่ควรหยุดอยู่ที่คำว่าร้องเรียน แต่ต้องพัฒนาเป็นกลไกทางกฎหมายที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง โดยสภาผู้บริโภคอยู่ระหว่างการเปิดรับข้อมูลผ่านแบบสอบถามเพื่อรวบรวมประสบการณ์จากผู้บริโภคทั่วประเทศผ่านลิงก์กูเกิ้ลฟอร์ม (Google Form)
https://forms.gle/LpHiiwxNRA1kL1Ms9 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 เพื่อนำมาวิเคราะห์และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในการผลักดันกฎหมายให้มีผลบังคับใช้โดยเร็วที่สุด
ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วน ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และผู้บริโภค ร่วมมือกัน ซ่อมระบบที่ยังไม่เป็นธรรม ให้กลายเป็นระบบที่คุ้มครองคนทุกคนอย่างแท้จริง เพราะเมื่อกฎหมายเดินหน้าเคียงข้างการเปลี่ยนแปลง ทำให้ได้เห็นสังคมที่ทั้งยั่งยืน โปร่งใส และเป็นธรรมกับทุกคน

สิทธิในการซ่อมและสิทธิในการได้รับสินค้าที่มีคุณภาพควรเกิดขึ้นในทุกวันของการบริโภค ดังนั้น สภาผู้บริโภคจึงเห็นว่ากฎหมาย Lemon Law และการส่งเสริมสิทธิในการซ่อม คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญที่จะทำให้สิทธิของผู้บริโภคไทยได้รับความคุ้มครองอย่างแท้จริง

แบบสอบถาม : ประสบการณ์ของคุณในการซ่อมสินค้าและสิทธิของผู้บริโภคในการซ่อมในประเทศไทย

R-Score: Repairability Score

