หน้าแรก เศรษฐกิจ ธปท.ขีดเส้น ธ...

ธปท.ขีดเส้น ธุรกิจเช่าซื้อ-ลีสซิ่ง รายงานตัวเลขภายใน 31 ธ.ค.-จี้ช่วยลูกหนี้กระทบท่วม-รบเขมร

16.12.25 | 14:03 น.

ธปท.ขีดเส้น ธุรกิจเช่าซื้อ-ลีสซิ่ง รายงานตัวเลขภายใน 31 ธ.ค.-จี้ช่วยลูกหนี้กระทบท่วม-รบเขมร

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม น.ส.พีรจิต ปัทมสูต ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายคุ้มครองและตรวจสอบบริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า แนวทางการกำกับดูแลธุรกิจการให้เช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เนื่องจากประชาชนใช้บริการเช่าซื้อและลีสซิ่งในวงกว้าง มียอดธุรกรรมคงค้างสูงถึง 1.56 ล้านล้านบาท มีจำนวนเรื่องร้องเรียนมายัง ธปท.เกี่ยวกับการให้บริการมีค่อนข้างสูง อาทิ การให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ไม่สอดคล้องกับรายได้ ปัญหาค่าธรรมเนียม และปัญหายอดหนี้ ซึ่งยังไม่มีกฎหมายควบคุม

การประกอบธุรกิจดังกล่าวเป็นการเฉพาะ ถือเป็นปัญหาที่ ธปท.กังวล จึงออกหลักเกณฑ์เพื่อเข้าไปกำกับดูแลผ่านพระราชกฤษฎีกากำหนดให้การประกอบธุรกิจการให้เช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ โดยได้เริ่มต้นจากปัญหาน้ำท่วมภาคใต้และการสู้รบระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งมีผู้ได้รับผลกระทบเยอะ ธปท.จึงขอความร่วมมือจากผู้ประกอบธูรกิจเช่าซื้อลีสซิ่งให้ช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว เพื่อไม่สร้างภาระให้ลูกหนี้เพิ่มเติม

น.ส.พีรจิตกล่าวว่า ผู้ประกอบธุรกิจรายเดิมที่ให้เช่าซื้อและให้เช่าแบบลีสซิ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ทุกแห่ง ซึ่งประกอบธุรกิจก่อนวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ยกเว้นสถาบันการเงิน และบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจสหกรณ์แท็กซี่ มีหน้าที่ต้องรายงานข้อมูลเพื่อแสดงตัวตนต่อ ธปท.ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 ส่วนผู้ประกอบธุรกิจรายใหม่ที่ประกอบธุรกิจตั้งแต่ 3 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป ให้รายงานข้อมูลเพื่อแสดงตัวตนภายใน 120 วันนับจากวันจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยหากไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว จะมีบทลงโทษตามกฎหมาย โดยจากข้อมูลมีผู้ให้บริการธุรกิจเช่าซื้อลีสซิ่งรวมขนาดเล็ก จำนวน 3,000 ราย ซึ่งรายงานตัวเพียงหลักร้อยเท่านั้น ส่วนรายใหญ่ยังขาดการรายงานตัวอยู่ 2 ราย ซึ่งในภาพรวมเกณฑ์ที่ออกตอนนี้ไม่ได้กระทบกับผู้ประกอบการ เพราะ ธปท.ก็ต้องการให้ธุรกิจเดินทางต่อได้ ไม่หยุดชะงักถอยหลังเกิดขึ้น ส่วนปี 2569 จะมีเกณฑ์ที่อาจละเอียดและเข้มข้นมากขึ้น ซึ่งต้องติดตามต่อไป

น.ส.พีรจิตกล่าวว่า จุดประสงค์หลักภายใต้การกำกับของ ธปท. (ผู้ประกอบธุรกิจฯ) ให้มีความรับผิดชอบ เป็นธรรม และโปร่งใส เพื่อให้ลูกค้าได้รับบริการที่เป็นมาตรฐาน ตรงกับความต้องการ และได้รับข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อย่างครบถ้วน ภายใต้ราคาและเงื่อนไขที่เหมาะสมและเป็นธรรม รวมถึงได้รับการดูแลช่วยเหลือเมื่อมีปัญหาในการชำระหนี้ หากมีช่องทางการร้องเรียนปัญหา และได้รับการดูแลแก้ปัญหาอย่างเป็นธรรม โดยการกำกับดูแลดังกล่าวจะช่วยให้ ธปท.ดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินได้ดีขึ้น โดยเฉพาะปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งหลักเกณฑ์ประกอบด้วย 5 เรื่อง ได้แก่ 1.การปฏิบัติเกี่ยวกับการเรียกเก็บและการเปิดเผยข้อมูลดอกเบี้ย 2.ดอกเบี้ยผิดนัดและลำดับการตัดชำระหนี้ 3.การปิดบัญชีก่อนกำหนด 4.การให้บริการทางการเงินอย่างรับผิดชอบ เป็นธรรม และ 5.การใช้บริการจากผู้ให้บริการภายนอก

Advertisement

“ปัญหาหลายอย่างที่อาจมีเกิดขึ้นต้องแก้ไขในการกำกับดูแลของ ธปท. อย่างการไม่เก็บค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อน ต้องสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง อาทิ ค่าธรรมเนียมการยกเลิกสัญญา ค่าธรรมเนียมการปรับโครงสร้างหนี้ ค่าธรรมเนียมเหล่านี้จะไม่สามารถเก็บได้ แต่หากเป็นค่าใช้จ่ายจริงที่จ่ายให้กับภาครัฐ สามารถเก็บได้ เพราะเป็นค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้น โดยผลจากการเข้าไปกำกับดูแลนี้ มองว่าการจะเป็นหนี้ของลูกหนี้มีความต้องการให้สามารถจ่ายหนี้ได้ตลอดจนจบ เกณฑ์นี้จึงเป็นการดูว่าความสามารถในการชำระหนี้มีมากน้อยเท่าใด แต่ไม่ได้ดูลึกถึงขั้นเงินเดือน หรือนำเอกสารหลักฐานมาให้ดูทั้งหมด สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ ลูกหนี้ที่พร้อมชำระหนี้ก็จะได้รับสินเชื่อ แต่หากไม่พร้อมก็ไม่ได้รับ คนที่สามารถขอสินเชื่อได้ก็ต้องมีพลังในการจ่ายคืน” น.ส.พีรจิต กล่าว

น.ส.พีรจิตกล่าวว่า การขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบธุรกิจการให้เช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่งที่มิใช่สถาบันการเงินให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัย และสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ธปท.ได้ออกหนังสือเวียนเพื่อขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบธุรกิจการให้เช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่งที่มิใช่สถาบันการเงิน พิจารณาให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สาธารณภัย รวมถึงสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในด้านเงินทุนและสภาพคล่อง เพื่อให้ลูกหนี้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจหรือเพื่อใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินเป็นการส่วนตัวต่อไปได้ รวมทั้งดูแลให้มีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับความจำเป็นของลูกหนี้ โดยให้พิจารณาอนุมัติความช่วยเหลือให้แล้วเสร็จไม่เกิน 12 เดือน

น.ส.พีรจิตกล่าวว่า นอกจากนี้ ในช่วงระยะเวลาที่ช่วยเหลือ ขอให้ผู้ประกอบธุรกิจการให้เช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่งที่มิใช่สถาบันการเงิน ไม่เรียกเก็บดอกเบี้ยผิดนัด ค่าบริการ เบี้ยปรับ หรือค่าใช้จ่ายอื่นใดเพิ่มเติมจากลูกหนี้ และในการเรียกเก็บเงินต้นและดอกเบี้ยที่คิดคำนวณในช่วงให้ความช่วยเหลือ ให้ใช้วิธีที่จะไม่ก่อให้เกิดภาระกับลูกหนี้มากจนเกินไป และไม่เรียกเก็บเป็นเงินก้อนในครั้งเดียวเมื่อสิ้นระยะเวลาให้ความช่วยเหลือ ทั้งนี้ การขอความร่วมมือข้างต้นสอดคล้องและเป็นไปในแนวทางเดียวกับผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับของ ธปท.ในปัจจุบัน