Plan B ชี้แจงสัญญา ขสมก. ย้ำข้อพิพาทเก่า 20 ปี ศาลตัดสิน 21 คดี ชนะทุกคดี ปัดข้อกล่าวหาไร้มูล ด้าน ผอ.ขสมก. แจง อยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย หากเกิดความเสียหายต่อหน่วยงาน
16 ธันวาคม 2568 บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ Plan B ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อและสื่อสังคมออนไลน์ พาดพิงถึงบริษัทเกี่ยวกับสัญญาสัมปทานสื่อโฆษณากับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนและส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของบริษัท
Plan B ระบุว่า ข้อร้องเรียนที่มีการยื่นถึงนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 เป็น ข้อพิพาทเก่าที่เกิดขึ้นมานานเกือบ 20 ปี โดยมีข้อเท็จจริงย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2550 และเป็นประเด็นที่ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมครบถ้วนแล้ว
ศาลวินิจฉัยสิ้นสุด 21 คดี ข้อกล่าวหาไม่มีมูล
แถลงการณ์ระบุว่า ผู้ร้องเรียนได้ยื่นฟ้องบริษัทและบุคคลที่เกี่ยวข้อง และบริษัทได้ใช้สิทธิตามกฎหมายดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องเช่นกัน รวมแล้วเป็นคดีทั้งสิ้น 21 คดี (เป็นคดีอาญาทั้งหมด) ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว
ผลคำพิพากษาดังกล่าว สะท้อนอย่างชัดเจนว่าข้อกล่าวหาที่มีต่อบริษัทไม่มีมูลตามกฎหมาย อีกทั้งไม่สามารถนำคดีเดิมกลับมาฟ้องซ้ำได้ และในบางประเด็นยังขาดอายุความตามกฎหมาย
ศาลเคยลงโทษผู้ร้องเรียน
ในแถลงการณ์ Plan B ระบุเพิ่มเติมว่า ในคดีที่บริษัทและผู้เกี่ยวข้องเป็นโจทก์ ศาลได้มีคำพิพากษาลงโทษผู้ร้องเรียนในบางคดี และในบางคดีผู้ร้องเรียนได้ให้ถ้อยคำต่อศาลว่าเป็นความเข้าใจผิด นอกจากนี้ ขสมก. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่ถูกพาดพิง ยังได้ใช้สิทธิตามกฎหมายดำเนินคดีหมิ่นประมาทกับผู้ร้องเรียนด้วย
บริษัทมองว่า การกล่าวอ้างในครั้งนี้เป็นการ รื้อฟื้นประเด็นเดิมที่ศาลได้วินิจฉัยยุติไปแล้ว ซึ่งอาจทำให้ผู้มีส่วนได้เสียของบริษัท รวมถึงผู้ถือหุ้น นักลงทุน คู่ค้า และสาธารณชน เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้
ชี้ประวัติข้อพิพาทของผู้ร้องเรียน
Plan B ระบุด้วยว่า ผู้ร้องเรียนเคยมีประวัติถูกศาลพิพากษาลงโทษในคดีหมิ่นประมาทและคดีฉ้อโกงผู้อื่นหลายคดี โดยข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นข้อมูลประกอบในการพิจารณาพฤติการณ์และน้ำหนักความน่าเชื่อถือของข้อกล่าวอ้าง รวมถึงการหยิบยกประเด็นเดิมที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อนกลับมากล่าวอ้างอีกครั้ง
ยืนยันจุดยืน ยึดหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใส
Plan B ยืนยันว่า บริษัท เคารพและเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมทุกขั้นตอน และพร้อมเปิดเผยข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาที่เป็นลายลักษณ์อักษรของศาล ซึ่งได้ชี้ชัดมาแล้วหลายครั้งว่าข้อกล่าวหาที่มีต่อบริษัทนั้นไม่มีมูลตามกฎหมาย
บริษัทระบุว่า การดำเนินธุรกิจของ Plan B ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมตระหนักว่าการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือขัดแย้งกับคำพิพากษาของศาล อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสียและภาพลักษณ์ของตลาดทุนโดยรวม
สงวนสิทธิ์ดำเนินการตามกฎหมาย
ท้ายแถลงการณ์ Plan B ระบุว่า จากการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จหรือคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงและคำพิพากษาของศาล ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและผลประโยชน์ของบริษัท บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการดำเนินการทางกฎหมาย ทั้งทางแพ่งและอาญา กับผู้ที่เกี่ยวข้อง และอยู่ระหว่างการเตรียมการดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว
บริษัทขอให้ผู้ถือหุ้น นักลงทุน สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไป มั่นใจว่า Plan B ให้ความสำคัญสูงสุดกับข้อเท็จจริง ความโปร่งใส และพร้อมให้ความร่วมมือกับทุกหน่วยงานในการตรวจสอบข้อมูลอย่างเป็นธรรม บนพื้นฐานของกฎหมายและคำพิพากษาของศาล
อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.กิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ให้สัมภาษณ์ว่า ขสมก. ได้ทราบข่าวว่า นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ขอให้ ขสมก. ชี้แจงกรณีการกล่าวอ้างว่ามีการปลอมแปลงลายมือชื่อในการลงนามสัญญาเช่าเนื้อที่โฆษณาบนรถโดยสารของ ขสมก.
“ภายหลังจากทราบข่าวดังกล่าว ขสมก. ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ทั้งในส่วนของเอกสารสัญญา ขั้นตอนการดำเนินงาน และข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ผลการตรวจสอบยืนยันชัดเจนว่า ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวของนายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ไม่เป็นความจริง และไม่พบพฤติการณ์ตามที่มีการกล่าวหา” ดร.กิตติกานต์กล่าว
ผู้อำนวยการ ขสมก. ระบุเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจากการตรวจสอบภายใน ขสมก. ยังได้ ตรวจสอบข้อมูลร่วมกับคู่สัญญาอย่างเป็นทางการ เพื่อให้เกิดความรอบคอบและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย จากการตรวจสอบกับคู่สัญญา คือ บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) พบว่า ประเด็นที่นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ นำมากล่าวอ้างในครั้งนี้ เป็น ข้อพิพาทเดิมที่เกิดขึ้นเมื่อกว่า 20 ปีที่ผ่านมา และได้ผ่านกระบวนการยุติธรรมมาอย่างครบถ้วนแล้ว ข้อมูลจากคู่สัญญาระบุว่า ได้มีการดำเนินคดีกับนายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ ต่อเนื่องรวม 21 คดี ซึ่งศาลมีคำพิพากษาให้คู่สัญญาเป็นฝ่ายชนะ นายก่อเกียรติทุกคดี และเป็นคดีที่สิ้นสุดไปแล้วทั้งหมด
ขณะเดียวกัน ขสมก. เองก็เคยใช้สิทธิตามกฎหมาย ดำเนินคดีหมิ่นประมาทกับผู้ร้องเรียนในประเด็นเดียวกันมาก่อนแล้ว ซึ่งสะท้อนชัดว่า ประเด็นดังกล่าวไม่ใช่ข้อกล่าวหาใหม่ แต่เป็นเรื่องที่เคยถูกตรวจสอบ พิจารณา และยุติไปแล้วในทางกฎหมาย
“การที่นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์นำข้อพิพาทที่ผ่านการตรวจสอบและกระบวนการยุติธรรมมาแล้ว กลับมานำเสนอซ้ำในพื้นที่สาธารณะ โดยไม่อธิบายบริบททางกฎหมายอย่างครบถ้วน ย่อมทำให้สังคมเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน” ดร.กิตติกานต์กล่าว พร้อมย้ำว่า จากการตรวจสอบทุกมิติของ ขสมก. และข้อมูลจากคู่สัญญา ยืนยันตรงกันว่า ผู้ร้องเรียนกำลังหยิบยกเรื่องเดิมที่จบไปแล้วกลับมาเล่าใหม่
ดร.กิตติกานต์ ระบุว่า ในฐานะหน่วยงานรัฐ ขสมก. มีหน้าที่รักษามาตรฐานการบริหารจัดการทรัพย์สินของรัฐ โดยยึดหลัก ความถูกต้องตามกฎหมาย ความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อสาธารณะ เป็นสำคัญ
“ขสมก. ไม่มีเหตุผลใดที่จะปกปิดข้อเท็จจริง และไม่จำเป็นต้องตอบโต้ด้วยอารมณ์ สิ่งที่องค์กรรัฐต้องทำ คือการตรวจสอบให้ครบถ้วน และปล่อยให้ข้อเท็จจริงพูดด้วยตัวมันเอง”
สำหรับการเผยแพร่ข้อมูลในครั้งนี้ ผู้อำนวยการ ขสมก. ระบุว่า องค์กรอยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายเพิ่มเติมกับผู้ร้องเรียน หากพบว่าการเผยแพร่ข้อมูลเข้าข่ายเป็นเท็จ หรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของหน่วยงาน ขสมก. ยังขอความร่วมมือไปยังประชาชนและผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ ให้ใช้ความระมัดระวังในการรับและส่งต่อข้อมูล โดยควรพิจารณาจากแหล่งข้อมูลทางการและข้อเท็จจริงที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว
ดร.กิตติกานต์ ย้ำว่า การร้องเรียนถึงผู้บริหารประเทศเป็นสิทธิของประชาชน แต่เมื่อข้อร้องเรียนนั้นเป็นเรื่องที่เคยผ่านการตรวจสอบและกระบวนการยุติธรรมมาแล้ว การนำกลับมากล่าวอ้างอีกครั้ง ย่อมทำให้สังคมตั้งคำถามถึงเจตนาที่ซ่อนอยู่ มากกว่าข้อเท็จจริงที่ถูกตรวจสอบไปแล้ว และสำหรับสังคม สิ่งสำคัญไม่แพ้กัน คือการใช้วิจารณญาณ รับฟังข้อมูลจากหลายด้าน โดยเฉพาะจากหน่วยงานทางการ ก่อนตัดสินหรือส่งต่อเรื่องราวใดๆ ที่อาจกระทบต่อบุคคลหรือองค์กรในที่สาธารณะ

